วัดไทเซคิจิ
คำบรรยายโอโกะ  ตุลาคม 2018
 

บทธรรมนิพนธ์ “เปิดดวงตา”

 “ความสัมพันธ์ระหว่างวิธีโชจุกับชะคุบุขุเหมือนน้ำกับไฟ  ไฟเกลียดชังน้ำ ในขณะที่น้ำเกลียดชังไฟ ผู้ปฏิบัติโชจุดูถูกวิธีชะคุบุขุ ในขณะที่ ผู้ที่ทำชะคุบุขุเป็นทุกข์เกี่ยวกับวิธีโชจุ เมื่อคนที่ยังไม่รู้แจ้งและคนเลวมีอยู่ทั่วประเทศ โชจุมาก่อน ตามที่บรรยายในบท “การปฏิบัติที่สงบสุข” (อันระกุเงียว; บทที่ 14) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร เมื่อคนฉลาดแกมโกง คนชั่วและผู้ดูหมิ่นธรรมะเพิ่มขึ้น ชะคุบุขุควรจะมาก่อน ตามที่สอนในบท “พระสทาปริภูตโพธิสัตว์” (ฟุเคียว; บทที่ 20) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร” (ชินเพ็น หน้า 575)
ภูมิหลังและสาระสำคัญ
บทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ถูกเขียนในเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่ 9 แห่งสมัยบุนเออิ (ค.ศ. 1272) ที่กระท่อมซัมไมโด ทุ่งสึคาฮาระ บนเกาะซาโดะ เมื่อพระนิชิเร็น ไดโชนินอายุ 51 ปี แม้ว่าบทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้เขียนถึงชิโจ คิงโงะ โยริโมโตะ แต่แท้ที่จริงแล้ว* ธรรมนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งไปที่ผู้ติดตามพระนิชิเร็น ไดโชนินทุกคน
บทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้มี 2 ส่วน และพระนิชิเร็น ไดโชนิน ได้ตั้งชื่อบทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ว่าบทธรรมนิพนธ์ “เปิดดวงตา” ในชื่อคือการกล่าวถึงการเปิดตาบอดของผู้ที่ไม่มีปัญญาเกี่ยวกับศาสนาพุทธแท้
ในขณะที่บทธรรมนิพนธ์ “สิ่งสักการะแท้” เปิดเผยสิ่งสักการะในแง่ของธรรมะ บทธรรมนิพนธ์ “เปิดดวงตา”นี้ เปิดเผยสิ่งสักการะในแง่ของบุคคล นี่คือบทธรรมนิพนธ์สำคัญอย่างยิ่งที่ถูกจัดอยู่ใน 5 บทธรรมนิพนธ์สำคัญของพระนิชิเร็น ไดโชนิน
ในส่วนแรกของบทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินใช้การเปรียบเทียบ 5 ระดับเพื่อเปิดเผยความแตกต่าง (ความเหนือกว่ากับความด้อยกว่า และความผิวเผินกับความลึกซึ้ง) ระหว่างคำสอนที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธกับคำสอนตลอดพระชนม์ชีพของพระศากยมุนีพุทธะ ในส่วนที่ 2 พระนิชิเร็น ไดโชนินเปิดเผยว่าท่านคือ พระพุทธะที่มีคุณธรรม 3 ประการแห่งเจ้านาย อาจารย์และบิดามารดา  ข้อความที่หยิบยกมาซึ่งพวกเราให้ความสนใจในวันนี้อยู่ในตอนท้ายๆของส่วนที่ 2
พระนิชิเร็น ไดโชนินนำเสนอการเผยแผ่ 2 วิธี (โชจุและชะคุบุขุ)  ต่อมา ท่านสอนพวกเราว่าในสมัยปัจฉิมธรรม เมื่อมีคนมากมายที่มีความเห็นนอกรีตและดูหมิ่นธรรมะ วิธีเหมาะสมเพื่อการเผยแผ่ธรรมะคือชะคุบุขุ (การหักล้างความเชื่อนอกรีตและการเปิดเผยความจริง)
การชะคุบุขุในสมัยปัจฉิมธรรม
โชจุและชะคุบุขุ คือ 2 วิธีซึ่งพระพุทธะนำผู้คน โชจุคือวิธีการสอนที่ถึงแม้ว่าผู้คนมีความเชื่อไม่ถูกต้อง พระพุทธะจะยอมรับความคิดที่ผิดของพวกเขาเป็นการชั่วคราวและค่อยๆแก้ไขพวกเขาและนำพวกเขาไปสู่ธรรมะแท้  ในทางตรงข้าม ชะคุบุขุคือวิธีซึ่งไม่อาจทนต่อความเชื่อนอกรีต  พระพุทธะชี้ให้เห็นความคิดที่ผิดทันทีและนำผู้คนไปสู่ศาสนาพุทธแท้
ในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายจากซาโดะ” พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายว่าวิธีที่นำผู้คนไปสู่ศาสนาพุทธจะต่างกันตามกาลเวลา:
“ในศาสนาพุทธ จะเลือกโชจุหรือชะคุบุขุ ขึ้นอยู่กับเวลา” (ชินเพ็น หน้า 578)
พระนิชิเร็น ไดโชนินสอน “เมื่อคนฉลาดแกมโกง คนชั่วและผู้ดูหมิ่นธรรมะเพิ่มขึ้น ชะคุบุขุควรจะมาก่อน…
ท่านกล่าวต่อ “ตามที่สอนในบท “พระสทาปริภูตโพธิสัตว์”(ฟุเคียว; บทที่ 20) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร”
ทุกวันนี้ ในสมัยปัจฉิมธรรม เมื่อมีคนมากมายที่ดูหมิ่นธรรมะ  สิ่งจำเป็นคือหักล้างความเชื่อนอกรีตก่อนและสอนศาสนาพุทธแท้แก่ผู้คนด้วยการชะคุบุขุ, ไม่คำนึงว่าพวกเขาเต็มใจฟังหรือไม่
ว่าด้วยพระสทาปริภูตโพธิสัตว์(ฟุเคียว)
เรื่องของพระสทาปริภูตโพธิสัตว์อยู่ในบท “พระสทาปริภูตโพธิสัตว์” (บทที่ 20) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร
ในสมัยโบราณ เมื่อพระสทาปริภูตโพธิสัตว์พบทุกคน เขาคำนับและท่องดังต่อไปนี้:
“อาตมามีความเคารพท่านสุดซึ้ง อาตมาไม่กล้าปฏิบัติต่อท่านด้วยการดูหมิ่นหรือความทะนงตัว  ทำไมล่ะ?  เนื่องจากทุกท่านกำลังปฏิบัติวิถีทางโพธิสัตว์และบรรลุพุทธภาวะแน่นอน”
(โฮเคเคียว หน้า 500; สัทธรรมปุณฑริกสูตรแปลโดยนายวัตสัน หน้า 266-267) 
เขาบอกทุกคนที่เขาพบว่าเขาเคารพพวกเขาและบอกว่าเขาจะไม่มีวันดูถูกพวกเขา เนื่องจากพวกเขาทุกคนปฏิบัติวิถีโพธิสัตว์และจะเป็นพระพุทธะแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผู้คนที่เขาพบโมโหมาก และพูดให้ร้ายเขาและหัวเราะเยาะเขา  ยิ่งกว่านั้น พวกเขาบีฑาธรรมเขาโดยการตีเขาด้วยไม้เท้าและกิ่งไม้และขว้างกระเบื้องและก้อนหินใส่เขา
แม้ว่ารับการปฏิบัติเช่นนั้น พระสทาปริภูตโพธิสัตว์อดทนการบีฑาธรรมและปฏิบัติการแสดงความเคารพต่อเนื่อง ผลที่เกิดขึ้น เขาได้รับพลังเหนือธรรมชาติมากมาย  ในที่สุด เขาบรรลุพุทธภาวะ
ในระหว่างนั้น เมื่อคนที่บีฑาธรรมพระสทาปริภูตโพธิสัตว์เห็นว่าเขาได้มาซึ่งพลังเหนือธรรมชาติเช่นนั้น พวกเขาศรัทธาเขาและปฏิบัติตามเขา  อย่างไรก็ตาม ความผิดแห่งการบีฑาธรรมพระ สทาปริภูตโพธิสัตว์ ผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร มหันต์และพวกเขาตกนรกเป็นเวลานานมาก  หลังจากนั้น พวกเขาชดใช้บาปทั้งหมดและสามารถพบพระสทาปริภูตโพธิสัตว์อีกครั้งหนึ่ง  พวกเขาฟังสัทธรรมปุณฑริกสูตรและทุกคนสามารถบรรลุพุทธภาวะ
ไม่ว่าพระสทาปริภูตโพธิสัตว์ประสบการบีฑาธรรมอะไร เขาไม่เคยเกิดอารมณ์โกรธและเขาไม่เคยล้มเลิกการปฏิบัติแห่งการเคารพผู้คน ในทำนองเดียวกัน พวกเราต้องมองข้ามท่าทางที่ไม่สำคัญของผู้ที่พวกเราไปเผยแผ่ศาสนาพุทธด้วยการชะคุบุขุ สิ่งสำคัญคืออย่ายอมแพ้ เพื่อที่จะทำชะคุบุขุอย่างประสบความสำเร็จ พวกเราต้องพูดอย่างจริงจังเสมอต่อธรรมชาติพุทธะของคนที่พวกเราพูดคุยด้วย
พระสังฆราชนิชิเนียว โชนินสอนดังต่อไปนี้:
“ขณะที่พวกเราทำชะคุบุขุ พวกเราเผชิญอุปสรรคและสิ่งท้าทายรูปแบบต่างๆ และพวกเราสามารถชดใช้บาปกรรมของพวกเราจากชาติก่อน นี่คือความหมายแห่งการปฏิบัติชะคุบุขุของพระสทาปริภูตโพธิสัตว์ ตามที่อธิบายในบท “พระสทาปริภูตโพธิสัตว์” ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร
วิธีแย่ที่สุดที่เป็นไปได้เพื่อจัดการเรื่องราวคือคิดว่า “ถ้าข้าพเจ้าพูดเรื่องนี้กับเขา จะเกิดเรื่องน่ากลัว” และหลีกเลี่ยงที่จะทำชะคุบุขุเนื่องจากพวกเรากลัวการตอบปฏิเสธและความยากลำบาก  ในสถาน การณ์เช่นนั้น ความกล้าของพวกเราจะเกิดขึ้นถ้าพวกเราสวดไดโมขุอย่างจริงใจ  นี่คือเหตุผลที่ทำไมการสวดไดโมขุอย่างจริงใจจึงสำคัญเหลือเกิน  เป็นเรื่องปกติที่พวกเราต้องสวดมนต์ทำวาระเช้าและเย็นอย่างแน่วแน่ด้วย  ผลที่เกิดขึ้น พวกเราจะพบว่าความกล้าจะผุดออกมาได้ง่ายจากภายในชีวิตของพวกเราแน่นอน
 พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “คำสอนปากเปล่า” ดังต่อไปนี้ “ในสมัยปัจฉิมธรรม, พระนิชิเร็นและผู้ติดตามจะเผชิญความทุกข์ยากเมื่อพวกเขาปฏิบัติเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว แต่พวกเขาควรจะเข้าใจว่าแท้ที่จริงนี่คือความสงบและความสุข” (ชินเพ็น หน้า 1762)  จากข้อความนี้ อาตมาหวังว่า ในการต่อสู้ที่พวกเราจะเผชิญในอนาคต แต่ละท่าน (ไม่คำนึงว่าท่านชราหรือหนุ่มสาวหรือชายหรือหญิง) จะก้าวหน้าเพื่อทำชะคุบุขุด้วยการทุ่มเทมาก”
(ข้อความจากบทธรรมนิพนธ์ที่ถูกเลือกว่าด้วยชะคุบุขุ หน้า 160)
ตามที่พระสังฆราชแนะนำพวกเรา ขอให้พวกเราสวดไดโมขุสม่ำเสมอและทำชะคุบุขุที่กล้าหาญร่วมกัน
บทสรุป
บัดนี้การรณรงค์เกี่ยวกับชะคุบุขุของพวกเราใน “ปีแห่งการกระทำ” นี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้าย
เช่นกัน พระสังฆราชของพวกเรากล่าว:
“พระนิชิเร็น ไดโชนิน (ในบทธรรมนิพนธ์ของท่านทั้งหมด) ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เห็นศัตรูของสัท ธรรมปุณฑริกสูตรแต่ไม่ประณามพวกเขาและไม่ชะคุบุขุพวกเขาคือบุคคลที่นิรวาณสูตรกล่าวว่าเป็น “คนที่สมคบกับผู้[ที่ดูหมิ่นธรรมะแท้]และขาดความเมตตาที่จะแก้ไขพวกเขา”  พวกเขาเป็น “ศัตรูของศาสนาพุทธ”  กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระศากยมุนีบรรยายว่าพวกเขาเป็นบุคคลในศาสนาพุทธที่มีเจตนาไม่ดี, ที่มีความขุ่นเคืองอย่างแน่แท้  ในทางกลับกัน ข้อเท็จจริงที่ว่าพระนิชิเร็น ไดโชนินใช้คำพูดเช่นนั้นกับผู้ที่ไม่ทำชะคุบุขุก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ทำชะคุบุขุจะได้รับกุศลผลบุญมากมาย…สิ่งสำคัญในประเด็นนี้คือขอให้รู้ว่าความเข้าใจตามสติปัญญาที่ว่าการทำชะคุบุขุจะได้รับกุศลผลบุญมากอย่างไรจะไม่มีประโยชน์  สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเราคือก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและข้ามพ้นความเข้าใจทางทฤษฎีและได้พบกุศลผลบุญนั้นด้วยชีวิตของพวกเรา ด้วยการลงมือทำชะคุบุขุจริงด้วยตัวพวกเราเอง
(วารสารได-นิชิเร็น, พฤษภาคม 2018)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเราทำชะคุบุขุหรือไม่จะส่งผลต่อความสุขหรือความทุกข์ของพวกเราเอง
ขอให้พวกเราทุ่มเทความพยายามสุดความสามารถของพวกเราในการปฏิบัติชะคุบุขุจริงและในการสนับสนุนการพัฒนาสมาชิกใหม่ ขณะที่พวกเราเติมเต็มความเมตตาลงในหัวใจของพวกเราอย่างต่อเนื่องด้วยการสวดไดโมขุและก้าวหน้าร่วมกันด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว บนพื้นฐานต่างกายใจเดียว, ท่ามกลางผู้นับถือฮกเคโคทั้งหมด  ขอให้พวกเราก้าวหน้าต่อเนื่องสู่การสร้างองค์กรฮกเคโคที่มีสมาชิก 800,000 คน
 
ข้อความอธิบายเพิ่มเติม
* พระนิชิคัน โชนิน, พระสังฆราชองค์ที่ 26 ของวัดใหญ่, กล่าวถึงเหตุผลที่พระนิชิเร็น ไดโชนินเขียนบทธรรมนิพนธ์ “เปิดดวงตา” ดังต่อไปนี้:
“แท้ที่จริง  แรงจูงใจในการเขียนเอกสารฉบับนี้คือการบีฑาธรรมที่เกิดขึ้น ณ ทัตสึโนคูชิ”
            (มนดัง หน้า 53)
บทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ทำหน้าที่ขจัดความสงสัยและส่งเสริมความศรัทธาให้กับลูกศิษย์และผู้นับถือ  ภายหลังการบีฑาธรรมที่ทัตสึโนคูชิ หลายคนละทิ้งความศรัทธาของพวกเขา และผู้ที่ยังคงมีความศรัทธาเกิดความสงสัยและความสับสน  พวกเขาเริ่มสงสัยพระนิชิเร็น  พระนิชิเร็นจึงเขียนถึงลูกศิษย์และผู้นับถือเหล่านี้และสั่งสอนพวกเขาว่าท่านเป็นผู้อุทิศชีวิตแท้ต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร และท่านเตือนพวกเขาอย่างเข้มงวดไม่ให้สงสัยการมีอยู่ของสภาพชีวิตแห่งการรู้แจ้ง  ท่านสั่งสอนพวกเขาปฏิบัติความศรัทธาให้สำเร็จลุล่วงในฐานะผู้นับถือ (โอโกะ-วัดใหญ่, กุมภาพันธ์ 2004)
5 บทธรรมนิพนธ์สำคัญ: 5 บทธรรมนิพนธ์สำคัญที่สุดของพระนิชิเร็น ไดโชนินซึ่งพระนิคโค โชนินเป็นผู้เลือก ได้แก่ 1.บทธรรมนิพนธ์ “สิ่งสักการะแท้” 2.บทธรรมนิพนธ์ “เปิดดวงตา” 3.บทธรรมนิพนธ์ “ริชโช อันโคกุ รน” 4.บทธรรมนิพนธ์ “การเลือกเวลา” และ 5.บทธรรมนิพนธ์ “การตอบแทนหนี้บุญคุณ”
สิ่งสักการะของศาสนาพุทธแท้
สิ่งสักการะของศาสนาพุทธแท้ถูกมองจาก 2 ลักษณะแห่งบุคคลกับธรรมะ  สิ่งสักการะในแง่ของธรรมะคือนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ความจริงของหนึ่งขณะจิตสามพัน  สิ่งสักการะในแง่ของบุคคลคือพระพุทธะดั้งเดิมแห่งคุอน กันโจะ (อดีตที่ไม่มีจุดเริ่มต้น) หรือพระนิชิเร็น ไดโชนิน  2 ลักษณะนี้ต่างกันในนามแต่โดยหลักการเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวตัวมันเองคือชีวิตของพระพุทธะดั้งเดิม  แนวความคิดนี้รู้จักกันทั่วไปว่า “ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างบุคคลกับธรรมะ” (นิมโป อิคกะ)
 
การเปรียบเทียบ 5 ระดับ (โกะจู โซไท): นี่คือระบบการจัดลำดับซึ่งพระนิชิเร็น ไดโชนินบัญญัติขึ้นเพื่อแสดงว่าศาสนาพุทธแห่งการหว่านเหนือกว่าคำสอนอื่นทั้งหมด
1.การเปรียบเทียบระหว่างคำสอนศาสนาพุทธกับไม่ใช่ศาสนาพุทธ (ไนเงะ โซไท)
คำนี้ชี้ให้เห็นระดับแรกของการเปรียบเทียบ 5 ระดับซึ่งพระนิชิเร็น ไดโชนินบัญญัติขึ้น
ณ ระดับนี้, เพื่อที่จะแสดงความเหนือกว่าของคำสอนศาสนาพุทธจึงเปรียบเทียบระหว่างคำสอนศาสนาพุทธกับคำสอนที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ
ศาสนาพุทธวิเคราะห์แต่ละปรากฏการณ์ในจักรวาลจากมุมมองของหลักแห่งเหตุ ปัจจัยสัมพันธ์ ผลซ่อนเร้นและผลสำแดงตลอด 3 ชาติแห่งอดีต ปัจจุบันและอนาคต
ในทางตรงข้าม คำสอนที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธคือคำสอนด้านเดียวเนื่องจากคำสอนเหล่านี้อยู่บนฐานความเชื่อเรื่องพรหมลิขิต พระประสงค์ของพระเจ้า หรือความเชื่อที่ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
พระนิชิเร็น ไดโชนินใช้ตัวอย่างศาสนาขงจื้อและเต๋าในประเทศจีนและศาสนาพราหมณ์ในประเทศอินเดียเป็นคำสอนที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธที่แพร่หลายในสมัยที่ท่านมีชีวิต
2.การเปรียบเทียบระหว่างศาสนาพุทธมหายานกับหินยาน (ไดโช โซไท)
คำนี้ชี้ให้เห็นระดับที่ 2 ของการเปรียบเทียบ 5 ระดับ
ภายในคำสอนศาสนาพุทธ มีคำสอนสำคัญ 2 ประเภท มหายานและหินยาน  มหายานหมายถึง “ยานลำใหญ่” และหินยานหมายถึง “ยานลำเล็ก”
คำว่า “ยาน” หมายถึงคำสอนเพื่อขนคนไปสู่การรู้แจ้ง  พระศากยมุนีอธิบายศาสนาพุทธหินยานในช่วงแรกๆแห่งการเทศนา กล่าวคือ สมัยอาคม  คำสอนเหล่านี้เพื่อการรู้แจ้งส่วนตัวของผู้ที่อยู่ในภูมิศึกษาและสมาธิ ที่พยายามช่วยเหลือพวกเขาเองเท่านั้น
ในทางตรงกันข้าม ศาสนาพุทธมหายาน ซึ่งถูกอธิบายในสมัยอวตังสกไวปุลย ปรัชญาปารมิตา และสัทธรรมปุณฑริก-นิรวาณ, คือคำสอนเพื่อนำทั้งตัวเองและผู้อื่นไปสู่การรู้แจ้ง  ดังนั้น คำสอนลึก ซึ้งของศาสนาพุทธมหายานเหนือกว่าคำสอนศาสนาพุทธหินยาน
3.การเปรียบเทียบระหว่างสัทธรรมปุณฑริกสูตรกับคำสอนก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตร (กนจึตสึ โซไท)
นี่คือระดับที่ 3 ของการเปรียบเทียบ 5 ระดับ  ณ ระดับนี้ ทำการเปรียบเทียบระหว่างคำสอนก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตรซึ่งเทศนาตลอด 42 ปีก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตรและคำสอนแท้ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร  คำสอนก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตรที่เป็นคำสอนชั่วคราวถือว่าด้อยกว่าเนื่องจากคำสอนเหล่านี้เป็นกุศโลบายที่ถูกสอนตามความสามารถของผู้คน  สัทธรรมปุณฑริกสูตรถือว่าเหนือกว่าเนื่องจากมันเปิดเผยความจริงสูงสุดตามจิตใจของพระพุทธะเอง
4.การเปรียบเทียบระหว่างคำสอนแท้(ฮนมน) กับคำสอนภาคทฤษฎี (ชกุมน) (ฮน-จขุ โซไท)
นี่คือระดับที่ 4 ของการเปรียบเทียบ 5 ระดับ  ณ ระดับนี้ ทำการเปรียบเทียบระหว่างคำสอนภาค ทฤษฎีกับคำสอนแท้ของสัทธรรมปุณฑริกสูตรเพื่อที่จะอธิบายความเหนือกว่าของคำสอนแท้อย่างชัดเจน
สัทธรรมปุณฑริกสูตรถูกแบ่งออกเป็นคำสอนภาคทฤษฎีกับคำสอนแท้  14 บทแรกของสัทธรรมปุณฑริกสูตรถูกเรียกว่าคำสอนภาคทฤษฎี(ชกุมน) เนื่องจากพระพุทธะอธิบายคำสอนภายในบทเหล่านี้จากทัศนะของพระพุทธะที่บรรลุการรู้แจ้งเป็นครั้งแรกในชาตินี้ที่ประเทศอินเดีย  14 บทที่เหลือถูกเรียกว่าคำสอนแท้ (ฮนมน) เนื่องจากพระศากยมุนี ที่เปิดเผยสถานะแท้ว่าพระองค์บรรลุการรู้แจ้งในอดีตอันไกลโพ้นสุดที่จะนึกได้ อธิบายคำสอนภายในบทเหล่านี้อย่างชัดเจน
5.การเปรียบเทียบระหว่างศาสนาพุทธแห่งการหว่านกับศาสนาพุทธแห่งการเก็บเกี่ยว (ชุดัทสึ โซไท)
นี่คือระดับที่ 5 ของการเปรียบเทียบ 5 ระดับ, ซึ่งเปรียบเทียบคำสอนพื้นผิวของศาสนาพุทธแห่งการเก็บเกี่ยวกับศาสนาพุทธแห่งการหว่านซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึก  ศาสนาพุทธแห่งการเก็บเกี่ยวถูกเทศนาเพื่อเห็นแก่ผู้คนที่มีชีวิตในสมัยของพระศากยมุนีและช่วง 2,000 ปีแห่งสมัยสุทธิธรรมและรูป ธรรม  ศาสนาพุทธแห่งการหว่านถูกอธิบายเพื่อนำผู้คนในสมัยปัจฉิมธรรมไปสู่การรู้แจ้ง

@Copyright 2019 Thailand Buddhist Nichiren Shosho Association