ป้ายบอกทางความศรัทธา

ความหมายและกุศลผลบุญของการฟังคำบรรยายโอโกะ

จากวารสารเมียวเคียว, พฤษภาคม 2013 (หน้า 8-9, 11-13)

 
ในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายถึงแม่ของโอโตะ โกเซ็น” พระนิชิเร็น ไดโชนินสอน:
“ในบรรดาสาวกมากมายของพระศากยมุนีพุทธะ มี 10 รูปซึ่งถือว่าเป็นมหาสาวก  ใน 10 รูปนี้ พระโมคคัลลาน์เป็นเลิศในพลังอิทธิฤทธิ์ เขาสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ภายใต้ 4 ทิศของท้องฟ้าซึ่งแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ส่องถึง โดยที่เส้นผมไม่ไหวแม้แต่เส้นเดียว เขาสามารถทำเช่นนี้ได้อย่างไร? เขาได้พลังนี้เนื่องมาจากการเดินทาง 1,000 ลี้ (ประมาณ 2,500 ไมล์) เพื่อไปฟังคำสอนของพระศากยมุนีพุทธะซึ่งเทศนาคำสอนศาสนาพุทธ
นอกจากนี้ มีชายคนหนึ่งนามพระฉางอัน ที่เป็นลูกศิษย์ของพระเทียนไท้  เขาเดินทาง 10,000 ลี้(ประมาณ 25,000 ไมล์) เพื่อไปฟังสัทธรรมปุณฑริกสูตร พระเด็งเงียวเดินทาง 3,000 ลี้ (ประมาณ 7,500 ไมล์) เพื่อไปเรียนเกี่ยวกับมหาสมถวิปัสสนา พระเสวียน จั้งแห่งคำสอนไตรปิฎกเดินทาง 200,000 ลี้ (ประมาณ 500,000 ไมล์) เพื่อไปศึกษามหาปรัชญาปารมิตาสูตร ระยะทางในการเดินทางเพื่อพบศาสนาพุทธแท้ของพวกเขายิ่งไกล ยิ่งแสดงถึงความตั้งใจที่พวกเขาสำแดงในชีวิตของพวกเขา  ทั้งหมดนี้เป็นผู้ชาย และพฤติกรรมของพวกเขาคือพฤติกรรมของนักปราชญ์ฉลาดที่ซึ่งธรรมชาติแท้ของพวกเขาคือพระโพธิสัตว์ชั่วคราว ณ ที่นี้ ในทางตรงข้าม เธอเป็นผู้หญิง เธออาจไม่มีโอกาสที่จะรู้ความแตกต่างระหว่าง (คำสอน) ชั่วคราวกับแท้ มันเป็นกรรมสัมพันธ์อะไรในอดีตชาติของเธอ?” (ชินเพ็น หน้า 688)
วัดของนิชิเร็น โชชูเป็นหอฝึกฝนเพื่อการพัฒนาความศรัทธาและการปฏิบัติของพวกเราเพื่อการโคเซ็น-รุฝุ การไปวัดทำให้พวกเราสามารถส่งมอบและเผยแผ่พิธีการและการปฏิบัติศาสนาพุทธของพระนิชิเร็น ไดโชนิน บนพื้นฐานการส่งมอบสายเลือดมรดกธรรมะ ไปยังบริเวณต่างๆอย่างถูกต้อง
พิธีและพิธีกรรมต่างๆซึ่งประกอบที่วัดหรือศูนย์กลางการเผยแผ่คือพิธีการที่ทำให้คำสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนินเกิดขึ้น โดยผ่าน 3 ทางของการกระทำ (ความคิด คำพูด และการกระทำ)
ดังนั้น การร่วมพิธีและกิจกรรมต่างๆที่วัดคือการแสดงออกถึงความศรัทธาที่มีจิตใจใฝ่แสวงหาของพวกเรา ในขณะที่พวกเรายึดมั่นและแสวงหาศาสนาพุทธแท้ของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ยิ่งกว่านั้น การร่วมพิธีเช่นนั้นแสดงให้เห็นความจริงใจของพวกเราในการตอบแทนหนี้บุญคุณต่อพระนิชิเร็น ไดโชนิน
ในบรรดาพิธีที่วัด คำบรรยายเพื่อการสรรเสริญพระนิชิเร็น ไดโชนินในแต่ละเดือน ซึ่งรู้จักกันทั่วไปว่าคำบรรยายโอโกะหรือพิธีโอโกะคือพิธีสำคัญเป็นพิเศษ
ตามประเพณี “โกะ” ใน “โอโกะ” หมายถึงพิธีทางศาสนาพุทธซึ่งมีการท่อง (อ่าน) พระสูตรและถวายคำอธิษฐานเพื่อการสรรเสริญสิ่งสักการะ (ฮนซน) หรือผู้ก่อตั้งนิกาย นอกจากนี้ นี่คือพิธีเพื่ออธิบายและพูดถึงคำสอนและพระสูตร ที่เป็นการถวายการตอบแทนหนี้บุญคุณของคนๆหนึ่ง
ในนิชิเร็น โชชู “โอโกะ” คือพิธีซึ่งพระสงฆ์และผู้นับถือฆราวาสชุมนุมกันเพื่อประกอบพิธีถวายอาหาร (เค็นเซ็น) ท่องพระสูตร และสวดไดโมขุ  ยิ่งกว่านั้น เจ้าอาวาสและพระสงฆ์ที่ดูแลแสดงคำเทศนาเพื่อเป็นการแสดงความสำนึกบุญคุณพระพุทธะแท้ (พระนิชิเร็น ไดโชนิน)
พวกเราในฐานะผู้นับถือที่พยายามทำสุดความสามารถในด้านความศรัทธาและการปฏิบัติ มีเหตุผลสำคัญเพื่อร่วมพิธีโอโกะในแต่ละเดือน  ต่อไปนี้คือลักษณะสำคัญ:

  1. การถวายการตอบแทนหนี้บุญคุณของพวกเราต่อพระรัตนตรัย
  2. การสะสมกุศลผลบุญจากการฟังคำสอนของพระพุทธะ
  3. การสร้างความศรัทธาและการปฏิบัติเพื่อให้แน่ใจว่าธรรมะดำรงอยู่ตลอดกาลถึงลูกหลานของพวกเราและเพื่อความสงบและความปรองดองภายในครอบครัวของพวกเรา
  4. ใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูความศรัทธาของพวกเราทุกเดือนและเป็นบ่อเกิดกุศลผลบุญมากมายในชีวิตของพวกเรา
  5. การเพิ่มพูนความศรัทธา การปฏิบัติ และการศึกษา และเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์เพื่อการโคเซ็น-รุฝุ

เมื่อพวกเรากระทำที่กล่าวมาแล้วได้ทั้งหมด กุศลผลบุญยิ่งใหญ่จะปรากฏอย่างเป็นธรรมชาติ  คำอธิบายสั้นๆใน 5 หัวข้อมีดังต่อไปนี้:
ประการแรกและสำคัญที่สุด พวกเราร่วมพิธีโอโกะที่เป็นการถวายการตอบแทนหนี้บุญคุณของพวกเราต่อพระรัตนตรัยแห่งสมัยปัจฉิมธรรม สำหรับพวกเราที่ได้เกิด ถูกเลี้ยงดู และอยู่รอดบนโลกนี้ พวกเราได้รับความช่วยเหลือจากคนมากมาย รวมทั้งพ่อแม่ของพวกเรา ทุกคนบนโลก ผู้ปกครอง (หรือครู) และพระรัตนตรัยแห่งพระพุทธะ ธรรมะ และพระสงฆ์
ในบทธรรมนิพนธ์ อาทิ “หนี้บุญคุณ 4 ประการ” และ “การตอบแทนหนี้บุญคุณ”พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนพวกเราว่าพวกเราต้องเข้าใจหนี้บุญคุณ 4 ประการ[ต่อพ่อแม่ของพวกเรา ผู้ปกครองของพวกเรา ต่อมวลมนุษย์ และพระรัตนตรัยของศาสนาพุทธ] และตอบแทนกุศลผลบุญที่พวกเราได้รับโดยการปกป้อง การสนับสนุน และการเผยแผ่ศาสนาพุทธแท้
พระรัตนตรัยแห่งพระพุทธะ ธรรมะ และพระสงฆ์ โดยเฉพาะ ทำให้ผู้คนสามารถชดใช้เหตุด้านลบของพวกเขาทั้งหมดในอดีต(หลายๆกัป)  นอกจากนี้ พระรัตนตรัยทำหน้าที่เปลี่ยนกรรมด้านลบของทุกคนและทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนชีวิตที่มีความทุกข์และความหลงผิดเป็นชีวิตที่มีความสุข ความอิ่มอกอิ่มใจ และความมั่งคั่ง  พระรัตนตรัยจะนำพวกเราไปสู่ภูมิชีวิตแห่งการรู้แจ้ง นอกจากนี้ รัตนะล้ำค่าเหล่านี้จะก่อให้เกิดความสันติและความสงบทั่วทั้งประเทศและสังคม
“มหาปรัชญาปารมิตา-ศาสตร์ (ได-ชิโดะ รน) กล่าวว่าถ้าไม่ได้พบพระพุทธะและคำสอนของพระองค์ก็เหมือนดอกบัวที่ไม่เคยถูกแสงอาทิตย์และมันจะเหี่ยวเฉาและเน่าเปื่อยในที่สุด
เช่นเดียวกับชีวิตของพวกเราเอง  ถ้าพวกเราไม่ได้พบศาสนาพุทธแท้ของพระนิชิเร็น ไดโชนิน พวกเราจะเสี่ยงอันตรายจากการดูหมิ่นและกรรมจากอดีตชาติของพวกเรา พวกเราจะจมอยู่ในทะเลความทุกข์ ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และความสับสน
เมื่อพวกเราพิจารณาเรื่องนี้ พวกเราไม่สามารถแม้แต่เริ่มจินตนาการถึงกุศลผลบุญยิ่งใหญ่ที่พวกเราได้รับจากพระรัตนตรัยแห่งพระพุทธะ ธรรมะ และพระสงฆ์
พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “หนี้บุญคุณ 4 ประการ” ดังต่อไปนี้:
            “มนุษย์ปุถุชนในสมัยปัจฉิมธรรม ถึงแม้ว่าได้รับกุศลผลบุญจากคุณความดีของพระรัตนตรัย ไม่แม้แต่พยายามตอบแทนหนี้บุญคุณของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาสามารถคาดหวังว่าจะปฏิบัติหน ทางของพระพุทธะทั้งหมดจนสำเร็จและบรรลุพุทธภาวะได้อย่างไร?” (ชินเพ็น หน้า 268)
พวกเราได้รับกุศลผลบุญยิ่งใหญ่จากพระรัตนตรัยโดยที่พวกเราไม่รู้ตัว  พระนิชิเร็น ไดโชนินเตือนพวกเราด้วยคำพูดที่ว่าถ้าพวกเราไม่ตอบแทนหนี้บุญคุณพระรัตนตรัย พวกเราไม่สามารถคาด หวังว่าจะบรรลุการรู้แจ้ง ถึงแม้ว่าพวกเราอธิษฐานเพื่อสิ่งนี้ ดังนั้น สิ่งจำเป็นสำหรับพวกเราคือทำงานให้เสร็จโดยเร็วเพื่อร่วมพิธีโอโกะในแต่ละเดือน เพื่อที่จะตอบแทนหนี้บุญคุณพระรัตนตรัย
ต่อไป การร่วมฟังคำบรรยายโอโกะทำให้พวกเราสามารถได้รับกุศลผลบุญยิ่งใหญ่แห่งการฟังธรรมะแห่งคำสอนของพระพุทธะ
ในบท “กุศลผลบุญแห่งการน้อมรับด้วยความยินดี” (ซุยคิ คุโดกุ;บทที่ 18) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตรอธิบายดังต่อไปนี้:
            “เมื่อท่านไปสักการะที่วัด นั่งหรือยืนที่นั่นและฟังธรรมแม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ท่านจะได้รับยานที่สูงส่งที่จะทำให้ท่านสามารถไปอยู่บนเทวโลก” (โฮเคเคียว หน้า 468, สรุปความ)
อีกข้อความหนึ่งจากบทเดียวกันกล่าว:
“ถ้าบุคคลหนึ่งมาถึงสถานที่ซึ่งเทศนาธรรม ท่านต้องพยายามฟังคำเทศนาร่วมกับเขา ถ้าท่านแบ่งที่นั่งของท่านแก่เขาและฟังคำเทศนากับบุคคลนั้น ท่านจะสามารถไปอยู่บนเทวโลก เนื่องมาจากการกระทำของท่าน” (อ้างแล้ว, สรุปความ)
ใน “คำบรรยายว่าด้วยบทจูเรียว” พระนิชิคัน โชนิน พระสังฆราชองค์ที่ 26 อ้างนิทานเก่าแก่เปรียบเทียบในศาสนาพุทธเกี่ยวกับฝ่าหยู (ภาษาญี่ปุ่น; โฮโยะ) จาก “เรื่องราวในสัทธรรมปุณฑริกสูตร” (ฮกเขะ เด็นกิ) ซึ่งเขียนโดยพระเซ็ง เสียง (Seng-Xiang) ชาวจีนที่มีชีวิตในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907)
            “ฝ่าหยูเป็นบุคคลต่ำต้อยที่เดือดร้อนอยู่เสมอ วันหนึ่ง เขาย่องเข้าไปในวัดเพื่อขโมยสิ่งของ  บังเอิญในวัดมีการบรรยายสัทธรรมปุณฑริกสูตร เนื่องมาจากการได้ยินคำเทศนาว่าด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร ในขณะที่เขาซ่อนตัวให้รอดพ้นจากสายตาของผู้อื่น หลังจากฝ่าหยูตาย เขาสามารถชด ใช้บาปกรรมจำนวนมากมาย”
            (ประมวลนิพนธ์ของพระสังฆราชที่สืบต่อกันมาของนิชิเร็น โชชู [เรคิเซ็น] เล่ม 4 หน้า 228)
ดังนั้น การได้ยินคำสอนสูงสุดของศาสนาพุทธ ไม่ว่าพวกเรารู้ตัวหรือไม่ มีกุศลผลบุญมากมายกุศลผลบุญนั้นยิ่งมากขึ้นอย่างยกกำลังเมื่อพวกเราแสวงหาอย่างรู้ตัวและฟังคำเทศนา
ลักษณะที่ 3 คือร่วมฟังคำบรรยายโอโกะทุกเดือนร่วมกันทั้งครอบครัว ผลที่เกิดขึ้น พวกเราสามารถสร้างความศรัทธาและการปฏิบัติในฐานะครอบครัวที่มีความปรองดอง ยิ่งกว่านั้น พวกเราสามารถส่งมอบความศรัทธาของพวกเราต่อลูกและหลานของพวกเรา ดังนั้น ทำให้พวกเราแน่ใจว่าธรรมะดำรงอยู่ตลอดกาลถึงลูกหลานของพวกเรา
หลังจากลูกของพวกเราอยู่วัยเรียนระดับมัธยมศึกษา หนุ่มสาว หรือผู้ใหญ่ การชวนให้พวกเขาปฏิบัติความศรัทธาต่อเนื่องหรือพาพวกเขามาสักการะที่วัดเป็นครั้งแรกเป็นเรื่องยากจริงๆ เนื่องจากอัตตา (อีโก้) หรือการยืนยันความคิดของตนเองของพวกเขาอาจจะเป็นอุปสรรค
มีคำกล่าว “จิตวิญญาณของเด็กอายุ 3 ขวบเหมือนกับตอนที่มีอายุ 100 ปี”  สิ่งสำคัญสำหรับเด็กคือไปสักการะที่วัดพร้อมกับพ่อแม่ของพวกเขาตั้งแต่เป็นเด็กอนุบาล พวกเราต้องทำให้พวกเขาฟังการท่องพระสูตร การสวดไดโมขุ และการตีกลองในบรรยายแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวท่ามกลางพระ สงฆ์กับเพื่อนผู้นับถือ ความศรัทธาจะซึมเข้าไปในชีวิตของพวกเขาอย่างเป็นธรรมชาติและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา สิ่งนี้จะเป็นแรงขับทรงพลังที่จะทำให้พวกเขามีความศรัทธาและปฏิบัติต่อเนื่องตลอดชีวิตของพวกเขา
ลักษณะที่ 4 คือร่วมพิธีโอโกะในแต่ละเดือน ซึ่งคือโอกาสฟื้นฟูความตั้งใจในความศรัทธาและการปฏิบัติของพวกเราในแต่ละเดือน การทำเช่นนั้นจะเป็นบ่อเกิดสำคัญที่จะทำให้พวกเราสามารถดำเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยกุศลผลบุญในแต่ละเดือน พวกเรายุ่งอยู่กับงานและภาระหน้าที่ประจำวันและมักจะขี้ลืมโดยไม่ได้ตั้งใจเกี่ยวกับความศรัทธาและการปฏิบัติของพวกเรา ตามที่บรรยายในข้อความจากบทธรรมนิพนธ์ “ความศรัทธา 2 ชนิด” ดังต่อไปนี้:
“แต่เมื่ออยู่ลำพัง [พวกเขา]มีแนวโน้มละทิ้งความศรัทธาของพวกเขา”
(ชินเพ็น หน้า 1206; บทธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็น ไดโชนิน เล่ม 1 หน้า 25)
การ่วมฟังคำบรรยายโอโกะในแต่ละเดือนจะทำให้พวกเราสามารถกำจัดความขี้ลืมเช่นนั้น
สุดท้าย เมื่อพวกเราฟังคำสอนซึ่งเทศนาโดยเจ้าอาวาสหรือพระสงฆ์ที่ดูแล พวกเราสามารถเพิ่มความตั้งใจของพวกเราเพื่อให้ความศรัทธาและการปฏิบัติของพวกเราเองเข้มแข็งยิ่งขึ้นและทำชะคุบุขุ เพื่อที่จะช่วยมวลมนุษย์ชาติให้พ้นทุกข์ ผลที่เกิดขึ้น พวกเราแต่ละคนสามารถพัฒนาจนเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์เพื่อการโคเซ็น-รุฝุ
ขอให้พวกเราแต่ละคนพยายามทุกวิถีทางเพื่อร่วมพิธีโอโกะในแต่ละเดือนแน่นอนและบากบั่นในการปฏิบัติของพวกเรา ขณะที่พวกเราก้าวหน้าสู่การบรรลุเป้าหมายชะคุบุขุของพวกเรา
วารสารนิชิเร็น โชชูรายเดือน เมษายน 2015 หน้า 12-14 และ 26
 
ข้อความอธิบายเพิ่มเติม
ณ วัดใหญ่ไทเซคิจิในแต่ละเดือนประกอบพิธีโอโกะ 3 ครั้ง: วันที่ 7 เพื่อระลึกถึงวันดับขันธ์ของพระสังฆราชองค์ที่ 2 พระนิคโค โชนิน ที่สร้างวัดใหญ่  ในวันที่ 13 ซึ่งคือวันดับขันธ์ของพระพุทธะแท้(พระนิชิเร็น ไดโชนิน) และในวันที่ 15 เพื่อระลึกถึงวันดับขันธ์ของพระสังฆราชองค์ที่ 3 พระนิชิโมขุ โชนิน  พิธีโอโกะในวัดท้องถิ่นจัดในวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนโดยมีความหมายเหมือนกับ 3 พิธีซึ่งจัดที่วัดใหญ่
 
โอโตะ โกเซ็น: ลูกสาวของนิชิเมียว ผู้ติดตามพระนิชิเร็น ไดโชนินที่อาศัยอยู่ในเมืองคามากุระ ถึงแม้ว่าเป็นเด็กน้อย เธอถูกแม่สะพายหลังไปเยี่ยมพระนิชิเร็น ไดโชนินในระหว่างที่ท่านถูกเนรเทศบนเกาะซาโดะ
มหาสาวก 10 รูปของพระศากยมุนี:
สาวกรูปแรกคือพระสารีบุตร (ภาษาญี่ปุ่น; ชรีฮตสึ)  เนื่องจากเขามีความเข้าใจคำสอนของพระศากยมุนีมาก,เขาจึงถูกรู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นเลิศในด้านปัญญา
สาวกรูปที่ 2 คือพระโมคคัลลาน์ (ภาษาญี่ปุ่น;โมขุเร็น)  เขาเป็นเพื่อนกับพระสารีบุตรในวัยเด็ก,และเขาถูกรู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นเลิศในด้านพลังอิทธิฤทธิ์ เมื่อแม่ของเขาตกนรกแห่งภูมิเปรต,เขาไม่สามารถช่วยเหลือแม่ของเขาด้วยพลังอิทธิฤทธิ์  อย่างไรก็ตาม เขาสามารถช่วยเหลือแม่ของเขาจากความทุกข์โดยการปฏิบัติตามคำสอนของพระศากยมุนี
สาวกรูปที่ 3 คือพระมหากัสสป (ภาษาญี่ปุ่น;คะโช)  เขาถูกรู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นเลิศในด้านการปฏิบัติธุดงค์,เนื่องจากเขาแสดงการปฏิบัติที่ยากเพื่อเป็นสาวกของพระศากยมุนี  เขาทุ่มเทความพยายามมากในการบิณฑบาต  หลังจากการปรินิพพานของพระพุทธะ,เขาเป็นประธานการสังคายนาคำสอนของพระพุทธะ
สาวกรูปที่ 4 คือพระสุภูต (ภาษาญี่ปุ่น;ชูโบได)  เขาถูกรู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นเลิศในด้านความเข้าใจคำสอนศูนยตา(คู), เนื่องจากเขาไม่เคยยึดติดวัตถุสิ่งของ
สาวกรูปที่ 5 คือพระปุรณะ (ภาษาญี่ปุ่น;ฟุรูนะ)  เขาถูกรู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นเลิศในด้านการเทศนาธรรมะ  เขามีพรสวรรค์อย่างมากในการสอนธรรมะ, และเขาเชี่ยวชาญคำสอนของพระศากยมุนีมาก
สาวกรูปที่ 6 คือพระกัจจายน (ภาษาญี่ปุ่น;คะเซ็นเน็น)  เขาถูกรู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นเลิศในด้านการโต้วาที,เนื่องจากเขาเป็นเลิศในการอธิบายและนำเสนอคำสอนของพระศากยมุนี
สาวกรูปที่ 7 คือพระอนิรุทธ (ภาษาญี่ปุ่น;อนะริตสึ)  เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระศากยมุนี  เขาปฏิญาณว่าจะไม่นอนหลับ, เนื่องจากเขาตั้งใจไม่หลับในขณะที่พระศากยมุนีกำลังเทศนา  ดังนั้น เขาตาบอด  อย่างไรก็ตาม เขาได้รับพลังตาเทว, ซึ่งทำให้เขามองเห็นไปทั่ว 3,000 โลก  เขาถูกรู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นเลิศในด้านตาทิพย์
สาวกรูปที่ 8 คือพระอุบาลี (ภาษาญี่ปุ่น;อุบาริ)  เขาถูกรู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นเลิศในด้านการรักษาศีล,เนื่องจากเขาเป็นผู้นำในการสังคายนาศีลเพื่อการรวบรวมคำสอนของพระพุทธะ
สาวกรูปที่ 9 คือพระราหุล (ภาษาญี่ปุ่น;ราโงระ)  เขาเป็นโอรสของพระศากยมุนี  เขาถูกรู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นเลิศในด้านการปฏิบัติที่เห็นไม่ชัด เนื่องจากเขาปฏิบัติตามคำสอนของพระศากยมุนีและรักษาศีลอย่างเคร่งครัดและอย่างเข้มงวดโดยไม่ย่อท้อและบรรลุการรู้แจ้ง
สาวกรูปที่ 10 คือพระอานนท์ (ภาษาญี่ปุ่น;อนัน)  เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระศากยมุนี  เขาถูกรู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นเลิศในด้านการฟังคำสอนของพระพุทธะ เนื่องจากเขาเป็นผู้ปรนนิบัติประจำตัวพระศากยมุนีและฟังคำสอนของพระองค์อย่างสม่ำเสมอ มีเรื่องราวเกี่ยวกับพระอานนท์ที่น่าสนใจ 1 เรื่อง  ในการปฏิบัติของพระอานนท์ เขาไม่ได้ปฏิบัติร่วมกับสาวกของพระองค์ ดูเหมือนว่าเขาหล่อมาก ละการที่เขาหน้าตาดีบางครั้งนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเขา  ในหมู่บ้านหนึ่ง พระอานนท์เดินไปที่บ่อน้ำและขอน้ำดื่มจากหญิงสาวที่อยู่ที่นั่น หญิงคนนั้นมองพระอานนท์ครั้งเดียวและตกหลุมรัก แม่ของเธอเป็นแม่มด  หญิงสาวต้องการได้พระอานนท์เป็นสามี  ตอนแรกแม่ของหญิงสาวลังเลใจ แต่นางที่ทนคำอ้อนวอนจากลูกสาวของนางไม่ไหวร่ายเวทย์ใส่พระอานนท์ ขณะนั้น พระอานนท์กำลังทำสมาธิ แต่เขาเกิดความรู้สึกปรารถนาทันทีและไม่สามารถมีใจจดจ่อต่อการปฏิบัติ พระศากยมุนีสามารถทำลายเวทย์ และพระอานนท์สามารถหวนคืนสู่การปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม หญิงสาวไม่สามารถลืมพระอานนท์  เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร  พระศากยมุนีจึงเรียกหญิงสาวมาพบและถามเธอ
“เธอรักพระอานนท์ตรงไหน?”
“ดิฉันรักตาของเขา, จมูกของเขา, ปากของเขา-ดิฉันรักทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเขา!” เธอกล่าว
ต่อมา พระศากยมุนีพูดกับเธอ
“เหล่านั้นล้วนเป็นลักษณะที่จะหายไปในที่สุด  สิ่งที่เธอรักล้วนเปล่าประโยชน์”
ในชีวิตของพวกเราทุกวันนี้, บางครั้งพวกเราอาจจะอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น, ในสถานการณ์เดียวกับสถานการณ์ของหญิงสาว  ในฐานะผู้คนในสมัยปัจฉิมธรรม, บ่อยครั้งความต้องการสิ่งที่ผิวเผินของพวกเราครอบงำพวกเรา [โอโกะ-วัดเมียวชินจิ; เมษายน 2006]
 
พระฉางอัน[ค.ศ. 561-632]:พระสังฆราชองค์ที่ 2 ของนิกายเทียนไท้ในประเทศจีน  ลูกศิษย์ของมหาธรรมาจารย์เทียนไท้  ท่านจดบันทึกคำบรรยายของพระเทียนไท้และเรียบเรียงเป็นนิพนธ์สำคัญ 3 เรื่อง- “ความหมายลึกซึ้งของสัทธรรมปุณฑริกสูตร” (ฮกเขะ เก็นงิ),“คำและวลีของสัทธรรมปุณฑริกสูตร” (ฮกเขะ มนงุ)และ “มหาสมถวิปัสสนา” (มะคะ ชิคัน)-เพื่อสืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป
พระเด็งเงียว[ค.ศ. 767-822]: ผู้ก่อตั้งนิกายเท็นได ในประเทศญี่ปุ่น ถูกเรียกว่าไซโชเช่นกัน  ท่านหักล้างศาสนาพุทธหินยานและมหายานชั่วคราว ซึ่งแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น,และอุทิศชีวิตท่านเองต่อการเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตร ท่านสร้างมหาวิหารแห่งศาสนาพุทธมหายานตามสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น
เสวียน จั้ง (Hsuan-tsang) [ค.ศ. 602-664]: ภิกษุชาวจีนสมัยราชวงศ์ถัง  รู้จักกันทั่วไปว่าพระถัง ซำจั๋ง
 
 

@Copyright 2019 Thailand Buddhist Nichiren Shosho Association