วัดไทเซคิจิ
คำบรรยายโอโกะ – มกราคม 2019

บทธรรมนิพนธ์ “จดหมายถึงพี่น้อง [อิเคงามิ]”

(兄弟抄 เคียวได-โช)

“มารจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนถ้าท่านสอนคำสอนนี้แก่ผู้อื่น ถ้ามารเหล่านี้ไม่แข่งกันมาขัดขวาง ก็ไม่มีทางรู้ว่านี่คือคำสอนแท้ ข้อความหนึ่งใน[มหาสมถวิปัสสนา]ม้วนที่ 5 อธิบาย: “เมื่อท่านปฏิบัติอย่างขยันและพยายามมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น อุปสรรค 3 และมาร 4 จะแข่งกันก่อความสับสนวุ่นวายเพื่อขัดขวางความก้าวหน้าของท่าน…ท่านไม่ควรทำตามพวกมันและไม่กลัวพวกมัน ถ้าท่านทำตามพวกมัน ทุกท่านจะถูกนำไปสู่หนทางชั่ว ถ้าท่านกลัวพวกมัน พวกมันจะขัดขวางท่านมิให้ปฏิบัติศาสนาพุทธแท้” คำอธิบายนี้ไม่เพียงใช้กับพระนิชิเร็นเท่านั้น แต่คำอธิบายนี้ทำหน้าที่เป็นข้อแนะนำชัดเจนเพื่อให้ลูกศิษย์ของเขายึดมั่นด้วย ด้วยความเคารพ จงนับถือคำสอนนี้และถ่ายทอดเพื่อให้ผู้อื่นปฏิบัติตามในอนาคต” (ชินเพ็น หน้า 986)
บทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้เขียนในเดือนเมษายน ปีที่ 2 แห่งสมัยเค็นจิ (ค.ศ.1276) เมื่อพระนิชิเร็น ไดโชนินอายุ 55 ปี ท่านเขียนจดหมายฉบับนี้ ณ ที่พักของท่านบนเขามิโนบุและเขียนถึงพี่น้องอิเคงามิ*(มุเนนากะและมุเนนางะ) ที่อาศัยอยู่ที่อิเคงามิ จังหวัดมูซาชิ (มหานครโตเกียวในปัจจุบัน) พี่ (มุเนนากะ) นับถือคำสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนิน พร้อมกับชิโจ คิงโงะและคุโด โยชิทะกะ ในปีที่ 1 แห่งสมัยโคเง็น (หรือปีที่ 8 แห่งสมัยเค็นโจ ค.ศ.1256) 3 ปีหลังจากพระนิชิเร็น ไดโชนินสถาปนาศาสนาพุทธแท้ น้องชาย มุเนนางะ น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดนับถือการปฏิบัตินี้ด้วยการแนะนำจากพี่ชายของเขา อย่างไรก็ตาม พ่อของพวกเขา (ยะสึมิตสึ) เป็นผู้สนับสนุนพระเรียวกันแห่งวัดโกคุระกุจิอย่างแรงกล้า  ดังนั้น พ่อจึงคัดค้านลูกชาย (มุเนนากะและมุเนนางะ) อย่างแข็งขันมิให้เปลี่ยนความเชื่อเดิมมาศรัทธาสัทธรรมปุณฑริกสูตร
ภายใต้สภาพนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินบอกพี่น้องว่าเหตุการณ์ต่อเนื่องที่พวกเขาประสบเกิดจากการทำงานของหน้าที่ชั่วร้าย เนื่องจากพวกเขายึดมั่นความศรัทธาถูกต้อง ท่านกล่าว “ถ้ามารเหล่านี้ไม่แข่งกันมาขัดขวาง ก็ไม่มีทางรู้ว่านี่คือคำสอนแท้” พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนมุเนนากะและมุเนนางะให้หลอมรวมจิตใจกับภรรยาของตนและมีความศรัทธาและปฏิบัติด้วยจิตใจต่างกายใจเดียว
ประเด็นสำคัญของคำบรรยาย
พี่น้องไม่หย่อนหรือไม่เคยละทิ้งความศรัทธาของพวกเขา และพ่อของพวกเขานับถือศาสนาพุทธแท้
ณ เวลานั้น ในประเทศญี่ปุ่น การไม่เชื่อฟังพ่อแม่ของตนเป็นข้อห้ามเด็ดขาด  ดังนั้น จึงยากอย่างยิ่งที่พี่น้องจะยึดมั่นคำสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนินต่อเนื่อง เนื่องจากพ่อของพวกเขามีอำนาจมาก  พ่อของพวกเขาในความพยายามที่จะทำลายความสามัคคีแน่นแฟ้นระหว่างพี่น้อง เขาตัดความ สัมพันธ์พ่อลูกกับมุเนนากะ (ลูกคนโต) เขาเข้าหามุเนนางะ (ลูกคนเล็ก) ที่มีความศรัทธาอ่อนกว่าความศรัทธาของพี่ชาย และชักจูงลูกคนนี้ด้วยการให้สิทธิ์การรับมรดกในครอบครัว
อย่างไรก็ตาม [แม้ว่าจะถูกยวนใจด้วยความคาดหวังการรับมรดกแทนพี่ชาย]มุเนนางะมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ละทิ้งความศรัทธาของเขาและไม่เลิกปฏิบัติ เขายึดมั่นคำสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนินและให้กำลังใจพี่ชายของเขา (มุเนนากะ) พี่น้อง ร่วมกับภรรยาของตนเอง สามารถเอาชนะอุปสรรคและความลำบากทั้งหมดและก้าวหน้าด้านความศรัทธา ด้วยจิตใจต่างกายใจเดียว
ลูกชายคนโต (มุเนนากะ) ถูกพ่อตัดความสัมพันธ์ 2 ครั้ง แต่เขาไม่เคยลังเลที่จะมีความศรัทธาและปฏิบัติอย่างขยัน เขาร่วมกับน้องชาย (มุเนนางะ) ทำชะคุบุขุต่อเนื่อง เมื่อผ่านไป 20 ปี พวกเขาสามารถทำให้พ่อที่ดื้อดึงของพวกเขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธแท้ได้สำเร็จ
ก่อนอื่น พวกเราต้องพัฒนาความศรัทธามั่นคงที่จะไม่พ่ายต่อการต่อต้านจากครอบครัวและญาติของพวกเรารวมทั้งอุปสรรคอื่นและมารต่างๆ  พวกเราต้องพัฒนาท่าทีความศรัทธาที่เข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้พวกเราสามารถปฏิบัติต่อเนื่องโดยที่จะไม่เลิกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้คนจะต่อต้านความศรัทธาของพวกเราอย่างแข็งขันอย่างไร และไม่ว่าจะเป็นเวลากี่เดือนกี่ปี พวกเราจะใช้ความพยายามชะคุบุขุเพื่อทำให้พวกเขานับถือศาสนาพุทธแท้ในที่สุด
เมื่อท่านนับถือคำสอนแท้และก้าวหน้าในความเข้าใจเรื่องศาสนาพุทธ หน้าที่ชั่วร้ายจะเกิดขึ้นในรูปแบบที่เห็นได้ชัดยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนเพื่อขัดขวางความพยายามของท่าน มารคือปรากฏการณ์ที่นำผู้คนไปสู่หนทางชั่ว  ถ้าท่านกลัวพวกมัน ท่านจะไม่สามารถปฏิบัติศาสนาพุทธ
ชะคุบุขุคือการต่อสู้กับอุปสรรคและมาร
ประโยคดังต่อไปนี้อยู่ในข้อความของพวกเรา “มารจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าท่านสอนคำสอนนี้แก่ผู้อื่น” ดังนั้น เมื่อพวกเราทำชะคุบุขุ อุปสรรคและมารจะแข่งกันเพื่อขัดขวางพวกเรา
อุปสรรคและมารเหล่านี้จะใช้รูปแบบต่างๆเพื่อขัดขวางความศรัทธาและการปฏิบัติของพวกเราและขัดขวางพวกเรามิให้บรรลุการรู้แจ้ง อย่างไรก็ตาม ในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบพระไซเร็น-โบ” พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวเกี่ยวกับมารที่ร้ายกาจที่สุด มารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 ดังต่อไปนี้:
“มารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 พยายามสิงกายของอาตมา แต่อาตมาสามารถต่อต้านเขาไม่ให้เข้าใกล้เนื่องจากอาตมาระมัดระวังเสมออย่างตื่นตัว” (ชินเพ็น หน้า 585)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเราต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่ ไม่หย่อนในการสวดมนต์ทำวาระ สวดไดโมขุ ทำชะคุบุขุในแต่ละวัน และยึดมั่นความศรัทธาบนพื้นฐานการปฏิบัติแน่วแน่เพื่อพวกเราเองและเพื่อผู้อื่น โดยการทำเช่นนั้น พวกเราสามารถกำจัดมารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 และอุปสรรค 3 และมาร 4 อย่างสมบูรณ์แน่นอน
นอกจากนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบเฮียวเอะ ซากัน*”:
“ณ เวลาสำคัญ เขาจะเผชิญอุปสรรค 3 และมาร 4 อย่างแน่นอน คนฉลาดจะดีใจ ในขณะที่คนโง่จะถอยหนี” (ชินเพ็น หน้า 1184)
ขณะที่พวกเรายืนหยัดความศรัทธาของพวกเรา อุปสรรคและมารต่างๆจะแข่งกันขัดขวางความ ก้าวหน้าของพวกเรา นี่แหละคือเวลาที่พวกเราต้องดีใจและก้าวหน้าด้วยความกล้าและความมีชีวิตชีวามากขึ้นในความพยายามชะคุบุขุของพวกเรารู้ว่านี่คือข้อพิสูจน์น่าเชื่อถือที่ว่าพวกเราสามารถชดใช้กรรมด้านลบจากความผิดของพวกเราในอดีตและทำให้ความปรารถนาแรงกล้าของพวกเราเป็นจริงทุกประการ
พระสังฆราชนิชิเนียว โชนินกล่าว:
“เหมือนเงาที่ติดตามร่างกาย อุปสรรคและมารต่างๆจะแข่งกันสร้างความสับสนอย่างเต็มที่ให้ปรากฏต่อหน้าพวกเราเพื่อขัดขวางความก้าวหน้าของพวกเรา เมื่อพวกเรายึดมั่นคำสอนของศาสนาพุทธแท้และพยายามสร้างความสุขในชีวิตของพวกเรา มารมีพลังและมันอาจจะยากที่จะหลีกเลี่ยงอิทธิพลของพวกมัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในการปฏิบัติศาสนาพุทธของพวกเราคือการต่อสู้กับการทำหน้าที่ชั่วร้ายอย่างแน่นอน เมื่อพวกเราสวดไดโมขุอย่างแน่วแน่และอุทิศทั้งชีวิตเพื่อการเผยแผ่ศาสนาพุทธแท้และก้าวไปข้างหน้า พวกเราสามารถดูออกการทำหน้าที่ชั่วร้ายตามที่มันเป็นและเปิดอนาคตสดใสของพวกเราแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เมื่อการปฏิบัติของพวกเราพ่ายต่ออิทธิพลต่างๆ และมันกลายเป็นความเคยชินซึ่ง มารจะฉวยโอกาสจากพวกเราเสมอ นี่คือธรรมชาติแท้ของมาร เพื่อที่จะพัฒนาการปฏิบัติเข้มแข็งที่จะไม่พ่ายต่อการทำหน้าที่ชั่วร้าย พวกเราต้องสวดไดโมขุทุกวัน วันแล้ววันเล่าและเดือนแล้วเดือนเล่า  เช่นกัน พวกเราต้องทำชะคุบุขุ และเพิ่มความศรัทธาของพวกเราและการปฏิบัติเพื่อพวกเราเองและเพื่อผู้อื่นให้เข้มแข็ง พวกเราต้องไม่พ่ายต่ออิทธิพลและไม่เลิกปฏิบัติ ภายใต้การควบคุมเบ็ดเสร็จจากการทำหน้าที่ชั่วร้ายเหล่านี้ แท้ที่จริง สิ่งจำเป็นสำหรับพวกเราคือปลุกเร้าอุปสรรคและมารและใช้พวกมันเป็นจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จของพวกเรา ตามที่พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าว “ถ้ามารเหล่านี้ไม่แข่งกันมาขัดขวาง ก็ไม่มีทางรู้ว่านี่คือคำสอนแท้”  
สรุปแล้ว การปฏิบัติของพวกเราคือการต่อสู้กับอุปสรรคและมาร เมื่ออุปสรรคและมารปรากฏต่อหน้าพวกเรา พวกเราต้องมั่นใจว่าพวกเราพบโอกาสเพื่อการพัฒนาพวกเราเอง อาตมาอธิษฐานจากก้นบึ้งหัวใจของอาตมาว่าพวกเราสามารถทุ่มเทความพยายามสุดความสามารถต่อเนื่อง ด้วยความปิติและความกล้า ในการสวดมนต์ทำวาระ สวดโชไดและชะคุบุขุ และพวกเราสามารถทำลายอุปสรรคและมารอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อที่พวกเราสามารถก้าวหน้าบนทางแห่งชัยชนะของพวกเราด้วยศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจมาก” (วารสารไดนิชิเร็น, ตุลาคม 2015)
พวกเราต้องปฏิบัติเพื่อตัวเองและเพื่อผู้อื่นด้วยความศรัทธาที่ไม่สามารถทำลายได้ที่สามารถควบคุมมารและการทำหน้าที่ชั่วร้าย
พวกเราเริ่มต้นใหม่ใน “ปีแห่งการก้าวไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญ”  อาตมาเชื่อว่าผู้นับถือในแต่ละประเทศกำลังอุทิศตัวพวกเขาเองในการสวดโชไดและชะคุบุขุ ขณะที่พวกเราก้าวหน้าในความพยายามชะคุบุขุของพวกเรา การทำหน้าที่ชั่วร้ายจะแข่งกันมาขวางทางของพวกเรา อย่างไรก็ตาม พระ สังฆราชของพวกเราสอนพวกเราอยู่เสมอว่า “อุปสรรคและมารไม่มีวันมีชัยเหนือพระพุทธะ”
จากคำพูดเหล่านี้ ขอให้พวกเรามีความกล้าหาญมากและทำชะคุบุขุอย่างกล้าหาญและอย่าง  พากเพียร ตอนนี้ พวกเราเหลือเวลาอีก 2 ปีเท่านั้นเพื่อจะบรรลุเป้าหมายของพวกเราที่ถูกกำหนดคือมีสมาชิกฮกเคโค 800,000 คนในปี ค.ศ. 2021 การครบ 800 ปีแห่งการเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ผู้ก่อ ตั้งของพวกเรา  ขอให้พวกเราบรรลุเป้าหมายนี้แน่นอน
อาตมาอธิษฐานอย่างจริงใจขอให้ท่านมีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
 
ข้อความอธิบายเพิ่มเติม:
* เฮียวเอะ ซากัน[?-ค.ศ.1283?]: อิเคงามิ เฮียวเอะ ซากัน มุเนนางะ คือ คนน้องในพี่น้องอิเคงามิ
 
* อิเคงามิ เอมน โนะ ไทฟุ มุเนนากะ [ไม่ทราบวันเกิดและวันตาย]: คือ คนพี่ในพี่น้องอิเคงามิ หนึ่งในผู้นับถือพระนิชิเร็น ไดโชนินที่เป็นฆราวาส ที่น้องชายของเขาคืออิเคงามิ มุเนนางะ เขาเป็นผู้นับถือพระนิชิเร็น ไดโชนินในปีที่ 2 แห่งสมัยโคเง็น (ค.ศ.1256) เนื่องจากพ่อของเขาเป็นผู้นับถือพระเรียวกันแห่งวัดโกคุระกุจิอย่างแรงกล้า มุเนนากะถูกตัดสิทธิ์ในกองมรดก 2 ครั้ง แต่ร่วมกับมุเนนางะ ในที่สุด นำพ่อของเขามาศรัทธาคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน พระนิชิเร็นไดโชนินดับขันธ์ ณ บ้านพักของอิเคงามิ มุเนนากะที่อิเคงามิ (อิเคงามิ เขตโอตะ มหานครโตเกียวในปัจจุบัน)
 
*ในสมัยนั้น ประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมศักดินา  การตัดขาดลูกเป็นเรื่องร้ายแรงมาก คนที่ถูกตัดขาดถูกตัดจากพ่อแม่ของเขาทันทีและสูญเสียสิทธิการสืบทอดตำแหน่งทางสังคมและทรัพย์สินของตระกูล  
 
* อุปสรรค 3 และมาร 4: อุปสรรค 3 คือกิเลสอุปสรรค(บนโนะ-โช) กรรมอุปสรรค(โก-โช) และวิบากอุปสรรค(โฮ-โช) อุปสรรคเหล่านี้เป็นหน้าที่ทางด้านวิญญาณ,จิตใจและอารมณ์ที่ขัดขวางการปฏิบัติศาสนาพุทธและรบกวนความตั้งใจประกอบกรรมดีตามคำสอนของพระพุทธะ
     เมื่ออธิบายกิเลสอุปสรรค  ในบทธรรมนิพนธ์“จดหมายถึงพี่น้อง” กล่าว
“จากความโลภ ความโกรธ และความหลง อุปสรรคเกิดขึ้นเพื่อรบกวนการปฏิบัติศาสนาพุทธของคนๆหนึ่ง” (ชินเพ็น หน้า 986, เทียบเคียง MW 1 หน้า 145)
ความโลภหมายถึงความอยากได้มาก ความโกรธหมายถึงเต็มไปด้วยโทสะ และความหลงหมายความว่าคนๆนั้นถูกนิสัยโง่เขลาครอบงำ  การทำหน้าที่เหล่านี้ของหัวใจเรียกว่ากิเลส (บนโนะ) กิเลสถูกมองว่าเป็นอุปสรรคเนื่องจากพวกมันมีแนวโน้มทำให้ผู้คนเสื่อมถอยในการปฏิบัติศาสนาพุทธ
     บุคคลที่มีจิตใจอยากได้มากแสวงหาสถานะ, และการได้มาซึ่งสมบัติวัตถุ ถึงแม้ว่ากิเลสนี้ตัวมันเองเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ มันอาจจะไม่รู้จักพอและขยายตัวอย่างไม่มีจุดจบ ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับผู้อื่น  เช่นกันมันทำให้ผู้คนคิดถึงกำไรหรือขาดทุนเฉพาะหน้าเท่านั้น และดังนั้น พวกเขาสูญสิ้นความศรัทธา
     ความโกรธก่อให้เกิดจิตใจโกรธที่มีความขุ่นเคือง  นิสัยโง่เขลาของบุคคลหนึ่งก่อให้เกิดจิตใจที่ไม่รอบคอบและไม่คุ้นเคยกับความจริงของศาสนาพุทธ  ผู้คนที่ถูกนิสัยโง่เขลาควบคุมตัดสินเรื่องต่างๆอย่างผิวเผิน แม้แต่การตีความศาสนาพุทธและการปฏิบัติศาสนาพุทธตามความสะดวกสบายของตนเอง  การกระทำเช่นนี้สามารถทำให้พวกเขามองไม่เห็นความสำคัญของการปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ความโง่เขลาจึงเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติเช่นเดียวกัน
     อุปสรรคประการที่สอง กรรมอุปสรรค เกิดจากอนันตริยกรรม 5 และการกระทำความชั่ว 10 ประการ  พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนพี่น้องอิเคงามิเกี่ยวกับกรรมอุปสรรค
“สิ่งที่เรียกว่ากรรมอุปสรรคเกิดจากภรรยาหรือลูกของคนๆหนึ่ง”
(ชินเพ็น หน้า 986, เทียบเคียง MW 1 หน้า 145)
ประโยคนี้หมายถึงภรรยาเป็นอุปสรรคต่อความศรัทธาของสามี สามีเป็นอุปสรรคต่อความศรัทธาของภรรยา, หรือลูกเป็นอุปสรรคต่อความศรัทธาของพ่อแม่  ตัวอย่างอาจจะเป็นลักษณะ-ภรรยาที่เป็นโรคประสาท ลูกที่เหลวไหล หรือความรุนแรงของสามีสามารถทำให้เกิดปัญหาครอบครัวและความขัดแย้งกันที่ขัดขวางความศรัทธาและการปฏิบัติของสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว
     อุปสรรคประการที่สาม (วิบากอุปสรรค) หมายถึงอุปสรรคซึ่งเกิดจากผลจากการดูหมิ่นธรรมะในอดีตชาติ  อุปสรรคชนิดนี้รบกวนการปฏิบัติศาสนาพุทธ ในบทธรรมนิพนธ์“จดหมายถึงพี่น้อง” พระนิชิเร็นอธิบาย
“สิ่งที่เรียกว่าวิบากอุปสรรคคืออุปสรรคซึ่งเกิดจากเจ้านายหรือพ่อแม่ของคนๆหนึ่ง”
(ชินเพ็น หน้า 986, เทียบเคียง MW 1 หน้า 145)
อุปสรรคนี้เกิดจากสถานการณ์ซึ่งความศรัทธาของท่านถูกขัดขวางจากผู้ที่มีอำนาจเหนือท่าน เช่นเจ้านายและพ่อแม่ของท่าน ตัวอย่างของอุปสรรคชนิดนี้อาจจะเป็นพ่อแม่ขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์กับลูกถ้าลูกไม่ยอมละทิ้งความศรัทธา หรือเจ้านายขู่ลูกจ้างด้วยการไล่ออกถ้าเขาไม่ยอมเลิกปฏิบัติ   ตัวอย่างเหล่านี้อาจจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อความศรัทธาและการปฏิบัติ อุปสรรคชนิดนี้ใหญ่ที่สุด(ในบรรดาอุปสรรค 3) ดังนั้น เมื่อเกิดอุปสรรคชนิดนี้ ก่อนอื่นพวกเราต้องปฏิบัติความศรัทธาของพวกเราด้วยความกล้าหาญและความเชื่อมั่นมากขึ้น
มาร 4 คือมารแห่งขันธ์ 5 (อน-มา) มารแห่งกิเลส (บนโนะ-มา) มรณะมาร (ชิ-มา) และมารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 (เท็นจิ-มา)
“มาร” คือหน้าที่ที่ทำให้จิตใจของผู้คนสับสนและปล้นชีวิตของผู้คนหรือนำอันตรายมาสู่ร่างกายและจิตใจของผู้คน  ผู้ที่พ่ายแพ้ต่อมาร 4 นี้ไม่สามารถปฏิบัติต่อเนื่องอย่างถูกต้อง และดังนั้นเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย, ซึ่งบ่อยครั้งสร้างความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ
      มารชนิดที่หนึ่งคือมารแห่งขันธ์ 5  ขันธ์ 5 คือ 5 องค์ประกอบซึ่งเป็นคุณสมบัติทางร่างกายและจิตใจของชีวิตพวกเรา  องค์ประกอบนี้คือรูป (form) เวทนา (perception) สัญญา (conception) สังขาร(volition) และวิญญาณ (consciousness) มารแห่งขันธ์ 5 ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่าง 5 องค์ ประกอบนี้เพื่อทำให้พวกเราป่วยและขัดขวางความศรัทธาและการปฏิบัติของพวกเรา โดยสรุป มารชนิดนี้ขัดขวางการปฏิบัติของท่านด้วยความเจ็บป่วยหรือทำให้ท่านเฉื่อยชาด้านความศรัทธาโดยกระตุ้นความสงสัยว่าทำไมท่านจึงป่วยทั้งๆที่ท่านเชื่อมั่นต่อโกฮนซน
     มารชนิดที่สองคือมารแห่งกิเลส เช่นเดียวกับกิเลสอุปสรรค ภายใต้อิทธิพลของมันความศรัทธาและการปฏิบัติของท่านถูกขัดขวางเนื่องมาจากกิเลสของตัวท่านเอง มารชนิดนี้ขัดขวางการปฏิบัติของท่านเมื่อ ยกตัวอย่าง ท่านหมกมุ่นกังวลเกี่ยวกับตำแหน่งทางสังคมหรือเกียรติยศ หรือเมื่อท่านรู้สึกหดหู่ต่อปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาเกี่ยวกับเพศตรงข้าม
     มารชนิดที่สามคือมรณมาร ความตายถูกเรียกว่ามารเนื่องจาก โดยธรรมชาติที่แท้จริงของมารชนิดนี้ มันขัดขวางการปฏิบัติศาสนาพุทธ เช่นกัน มารชนิดนี้ขัดขวางการปฏิบัติของผู้นับถือเมื่อความตายของผู้นับถือในวัยหนุ่มสาวทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับศาสนาพุทธ เนื่องจากผู้คนสงสัยว่าทำไมบุคคลผู้นั้นจึงตาย, ถึงแม้ว่าเขาหรือเธอเป็นผู้นับถือ  หน้าที่ของมารชนิดนี้เรียกว่ามรณะมาร
     มารชนิดที่สี่ (เท็นชิ-มา) ปรากฏตัวเป็นหน้าที่ของพญามารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6  พญามารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าทะเขะ จิไซ-เท็น ซึ่งหมายถึง “ผู้ที่ใช้ความพยายามของผู้อื่นอย่างอิสรเสรีเพื่อความพอใจของตนเอง”  ประโยคนี้หมายความว่ามารชนิดนี้สามารถบงการความรู้สึกและจิตใจของผู้คนอย่างชาญฉลาดเพื่อขัดขวางการปฏิบัติศาสนาพุทธของพวกเขา กรณีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือมารชนิดนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอำนาจสมบูรณ์ในสังคมบีฑาธรรมผู้นับถือ แต่มารชนิดนี้มองเห็นไม่ง่ายเลย บ่อยครั้ง มันปรากฏตัวโดยการกระทำที่ผสมผสานกับหน้าที่ของมารชนิดอื่นๆอีก 3 ชนิด สิ่งนี้จึงทำให้เกิดความยากอย่างมากที่จะเข้าใจความสับสนทั้งหมดที่พญามารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 กำลังปฏิบัติหน้าที่ ด้วยเหตุนี้ สุภาษิตจึงกล่าวว่าผู้ปฏิบัติพุทธศาสนาควรจะเกรงกลัวมารชนิดนี้มากที่สุด
 
*“10 กองทัพของมารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6”:  10 กองทัพเหล่านี้คือกิเลสต่างๆที่ทำหน้าที่เป็นอุปสรรคและสร้างรังในหัวใจและจิตใจของพวกเรา  เช่นกัน รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นอุปสรรคที่ชักนำตนเอง (self-induced obstacles)
10 กองทัพคือ:

  1. ความอยาก-ความโลภ
  2. ความโศกเศร้า-ความรู้สึกหดหู่หรือความเสียใจ
  3. ความหิวและความกระหาย-ความอยากอาหารและเครื่องดื่ม-ความหิวโหยทางกายและใจ
  4. ความยึดติด-ความยึดติดกามคุณ 5 ซึ่งเกิดจากอายตนะ 5 ได้แก่ สีและรูป เสียง กลิ่น รสและสัมผัส  การตีความกามคุณ 5 (five desires)อีกอย่างหนึ่งคือความโหยหาความร่ำรวย ความรัก อาหารและเครื่องดื่ม ชื่อเสียง และการนอน
  5. ความง่วงเหงาหาวนอนและความเฉื่อยชา-การง่วงที่ควบคุมไม่ได้เมื่อคนๆหนึ่งต้องทำงานหรือศึกษา
  6. ความกลัว-ความรู้สึกกลัวมากหรือความหวาดหวั่น
  7. ความสงสัยและความเสียใจ-ความไม่ไว้วางใจและความเข้าใจผิด
  8. การตี 2 หน้าและความโกรธ-การแสดงอารมณ์รุนแรง
  9. การแสวงหาชื่อเสียง โชคลาภและความเจริญก้าวหน้าที่ผิดกฎหมาย-อยากได้ความร่ำรวยทางวัตถุและแสวงหาชื่อเสียงโดยไร้ประโยชน์ ความโลภและการแสวงหาสถานภาพที่มีชื่อเสียงและความหรูหรา
  10. ความทะนงตัวและไม่เคารพผู้อื่น ความยโส การวางมาด การดูถูก และความทรนงในรูป แบบอื่น

10 กองทัพเหล่านี้ของมารปรากฏตัวเป็นอุปสรรค 3 และมาร 4 และรบกวนความศรัทธาและการปฏิบัติของพวกเรา พยายามขวางทางสู่การรู้แจ้งของพวกเรา ถึงแม้ว่ามารภายนอกมากมายเกิดจากภายในสิ่งแวดล้อมของพวกเราอย่างชัดเจน สิ่งที่พวกเราต้องกลัวที่สุดคือมารเหล่านั้นที่ซ่อนอยู่ในหัวใจและจิตใจของพวกเรา
“ถ้าพวกท่านคนใดคนหนึ่งเลิกกลางคัน พวกท่านทั้งสองจะไม่บรรลุพุทธภาวะ พวกท่านเหมือนปีกของนก 2 ข้างหรือดวงตาของคน 2 ข้าง และภรรยาของพวกท่านเป็นผู้สนับสนุนพวกท่าน  ผู้หญิงสนับสนุนผู้อื่นและด้วยเหตุนั้น ทำให้ผู้อื่นสนับสนุนผู้หญิง เมื่อสามีมีความสุข ภรรยาของเขาจะพอใจ ถ้าสามีเป็นขโมย ภรรยาของเขาจะเป็นขโมยด้วยเช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตชาตินี้เท่านั้น  สามีและภรรยาใกล้ชิดกันเหมือนร่างกายและเงา ดอกไม้และผลไม้ หรือรากและใบไม้ ในทุกชาติของชีวิต แมลงกินต้นไม้ซึ่งพวกมันอาศัยอยู่ และปลากินน้ำซึ่งพวกมันแหวกว่าย ถ้าหญ้าเหี่ยวเฉา กล้วยไม้ก็เฉา ถ้าต้นสนงอกงาม ต้นโอ๊กก็สดชื่น แม้แต่ต้นไม้และหญ้าก็สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดมาก  นกฮิโยขุเป็นนกที่มีลำตัวเดียวและ 2 หัว ปากทั้งสองของมันหล่อเลี้ยงลำตัวเดียวกัน ฮิโบขุเป็นปลาที่มีตาข้างเดียวเท่านั้น ดังนั้นปลาตัวผู้และปลาตัวเมียอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต สามีและภรรยาควรจะเหมือนพวกมัน” (บทธรรมนิพนธ์ “จดหมายถึงพี่น้อง”)

@Copyright 2019 Thailand Buddhist Nichiren Shosho Association