วัดไทเซคิจิ

คำบรรยายโอโกะ – กุมภาพันธ์ 2019

บทธรรมนิพนธ์ “การบรรลุการรู้แจ้ง ณ ขั้นแรกของความศรัทธาด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร”

(法華初心成仏抄 ฮกเขะ โชชิน โจบุตสึ-โช)

“ผู้คนบนโลกทุกวันนี้หันหลังให้กับสัทธรรมปุณฑริกสูตรและ ด้วยความผิดนี้ พวกเขาจะตกนรกอย่างแน่นอน  อย่างไรก็ตาม คนๆหนึ่งควรจะสอนอย่างแข็งขันและทำให้ผู้คนฟังคำสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร  ผู้ที่ปฏิบัติตามและมีความศรัทธาจะสามารถบรรลุการรู้แจ้ง และแม้แต่ผู้ที่ดูหมิ่น ในที่สุดจะบรรลุพุทธภาวะด้วยความสัมพันธ์แบบกลองพิษเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถพบเมล็ดพุทธภาวะในพระสูตรอื่นนอกจากสัทธรรมปุณฑริกสูตร” (ชินเพ็น หน้า 1316)

ภูมิหลังและสาระสำคัญ

บทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้คือจดหมายซึ่งเขียนในปีที่ 1 แห่งสมัยโคอัน (ค.ศ.1278) ที่มิโนบุเมื่อพระนิชิเร็น ไดโชนินอายุ 57 ปี เชื่อกันว่าผู้รับคือเมียวโฮ อามะ ผู้นับถือคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่โอคาโนมิยะจังหวัดซูรูงะ (เมืองนุมะสึ จังหวัดชิซูโอกะในปัจจุบัน)

วลี “ขั้นแรกของความศรัทธา” (初心โชชิน) ในชื่อบทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้หมายถึงการตื่นรู้ขั้นต้นทางศาสนาที่ทำให้บุคคลหนึ่งใฝ่ฝันที่จะยึดมั่นการปฏิบัติศาสนาพุทธ พวกเราทุกคนที่เกิดในสมัยปัจฉิมธรรม ไม่มีเมล็ดพุทธภาวะ เนื่องจากในอดีตพวกเราไม่เคยรับการส่งมอบเมล็ดพุทธภาวะเพื่อพัฒนาเป็นกรรมสัมพันธ์ ดังนั้น ในความหมายนี้ พวกเราทั้งหมดเป็นคน ณ ขั้นแรกของความศรัทธา

บทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ใช้รูปแบบคำถามและคำตอบเพื่ออธิบายความจริงกับความเชื่อนอกรีตตามลำดับเกี่ยวกับสัทธรรมปุณฑริกสูตรกับคำสอนกุศโลบาย ชั่วคราว  บทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้เปิดเผยว่าคำสอนนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกของศาสนาพุทธแห่งการหว่าน ในความเป็นจริง คือธรรมะแท้ธรรมะเดียวเท่านั้นที่ผู้อุทิศชีวิตที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่ต้นอยากจะปฏิบัติต้องได้ยิน และซึ่งต้องถูกหว่านลงในหัวใจของพวกเขา

นอกจากนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าว:

“ในสมัยปัจฉิมธรรม ไม่คำนึงว่ามันเหมาะกับความสามารถของคนที่มีอวิชชาหรือไม่ พวกเราต้องสอนอักษร 5 ตัวที่เป็นชื่อของสัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างแข็งขันและทำให้พวกเขานับถือ”

(ชินเพ็น หน้า 1315)

ดังนั้น ท่านสอนว่าในสมัยปัจฉิมธรรม การปฏิบัติศาสนาพุทธที่เหมาะกับเวลาคือการสอนคำสอนนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวอย่างเต็มที่ นั่นคือ แสดงการปฏิบัติชะคุบุขุจริงๆ

ต่อมา ในบทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ ท่านอธิบายว่าเมื่อพวกเราทำชะคุบุขุ ศัตรูร้ายกาจ 3 ประเภทจะแข่งกันอย่างแน่นอน เพื่อพยายามขัดขวางความก้าวหน้าของพวกเรา พระนิชิเร็น ไดโชนินจึงแนะนำพวกเรามิให้ยอมต่อพลังหล่านี้ ท่านสอนว่าทางสู่การรู้แจ้งคืออุทิศตัวพวกเราเองอย่างแน่วแน่เพื่อยึดมั่นความศรัทธาและการปฏิบัติและเผยแผ่ศาสนาพุทธแท้ให้สำเร็จ

เมื่อพวกเรามองย้อนกลับไปในปีที่แล้ว พวกเราพบว่าชีวิตของผู้คนในประเทศญี่ปุ่นได้รับผล กระทบโดยตรงจากคลื่นความร้อนรุนแรง ไต้ฝุ่น แผ่นดินไหวและภัยธรรมชาติอื่นๆ นอกจากนี้ ในส่วนต่างๆของโลก มีความขัดแย้งระดับภูมิภาค ทุพภิกขภัยและโรคระบาดไม่หยุดหย่อน สภาพเหล่านี้ในสังคมคือการปรากฏของมลทิน 5 ประการบนโลกชั่วร้ายตามที่บรรยายในพระสูตร เมื่อพิจารณาถึงคำสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนิน เป็นที่ชัดเจนว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ ทุกสิ่งเริ่มตั้งแต่ภัยธรรมชาติต่างๆจนถึงความเจ็บปวดของมนุษย์และความทุกข์ของแต่ละบุคคล เกิดจากคำสอนนอกรีต ทั้งๆที่เป็นเช่นนี้ คนในสังคมไม่รู้หลักศาสนาพุทธที่เป็นเหตุผลนี้ พวกเขาไม่มีแม้แต่ความพยายามที่จะเข้าใจ และดังนั้น พวกเขาถูกชะตากรรมกำหนดให้บิดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน  ในความเป็นจริง ชะคุบุขุคือวิธีเดียวเท่านั้นที่พยายามเข้าถึงเพื่อช่วยคนเหล่านี้และหยุดความทุกข์

เมล็ดแห่งการรู้แจ้งมีอยู่ในเมียวโฮ-เร็งเง-เคียวเท่านั้น

ในข้อความจากบทธรรมนิพนธ์ซึ่งพวกเรากำลังศึกษา พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวดังต่อไปนี้:

“เมล็ดพุทธภาวะไม่ได้อยู่ข้างนอกสัทธรรมปุณฑริกสูตร

นอกจากนี้ ในบทธรรมนิพนธ์ “คำสอนหนึ่งขณะจิตสามพัน” ท่านเขียน:

“เมื่อคนๆหนึ่งสวดเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ธรรมชาติพุทธะซึ่งอยู่ในชีวิตของคนๆนั้นจะปรากฏ  ผู้ที่มีโอกาสได้ยินจะสามารถขจัดกรรมด้านลบของพวกเขาที่สะสมมาเป็นเวลาอสงไขยกัลป์  ผู้[ที่ได้ยินเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว] และยินดีแม้เพียงหนึ่งขณะจิต จะบรรลุพุทธภาวะในรูปกายปัจจุบันของพวกเขา  ถึงแม้ว่าพวกเขาได้ยินแต่ไม่เชื่อ นี่เป็นการหว่านเมล็ดพุทธภาวะ ดังนั้น เมล็ดซึ่งถูกหว่านจะเจริญเติบ โตเต็มที่และทำให้คนๆหนึ่งสามารถบรรลุพุทธภาวะแน่นอน” (ชินเพ็น หน้า 109)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวคือเมล็ดที่ทำให้ทุกคนสามารถบรรลุการรู้แจ้ง  แค่โดยการได้ยินธรรมะนี้ พวกเราสามารถชดใช้ความผิดแห่งกรรมร้าย และถ้าพวกเรายินดีแม้เพียงหนึ่งขณะจิต พวกเราสามารถบรรลุการรู้แจ้งในทันที นอกจากนี้ เมื่อพวกเราหว่านเมล็ดเมียวโฮ-เร็งเง-เคียวโดยวิธีชะคุบุขุผู้อื่น ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่เชื่อ ในที่สุดเมล็ดที่ถูกเพาะลงในหัวใจของพวกเขาจะงอกและเจริญ เติบโตเต็มที่เมื่อเวลาผ่านไป ในที่สุด พวกเขาจะบรรลุการรู้แจ้งอย่างแน่นอน

กุศลผลบุญยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นผลมาจากการหักล้างความเชื่อนอกรีตและการเปิดเผยความจริง

พระสังฆราชนิชิเนียว โชนินมอบคำแนะนำดังต่อไปนี้:

“ตั้งแต่อดีต นิชิเร็น โชชูยึดมั่นหลักการขั้นพื้นฐาน “การเตือนการดูหมิ่นธรรมะอย่างเข้มงวด” อย่างเคร่งครัด ดังนั้น ถึงแม้ว่าพวกเราทุ่มเทความพยายามสุดความสามารถของพวกเราในการปฏิบัติและดูเหมือนว่าพวกเราสะสมกุศลผลบุญ ถ้าพวกเรากระทำแม้แต่การดูหมิ่นเล็กน้อยก็ตาม กุศลผลบุญเหล่านั้นจะหายไปทันที ดังนั้น พวกเราต้องระมัดระวังการกระทำที่ดูหมิ่นธรรมะอยู่เสมอและอย่าหย่อนในความพยายามที่จะต่อต้านการดูหมิ่น เพื่อได้มาซึ่งสิ่งนี้ พวกเราต้องไม่ละเลยการทำชะคุบุขุ  นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือหักล้างการดูหมิ่น และก้าวหน้าอย่างกล้าหาญเพื่อส่งเสริมโคเซ็น-รุฝุ การเผยแผ่เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวระดับสูงสุด” (วารสารไดนิชิเร็น, กันยายน 2018)

เมื่อพวกเราทำชะคุบุขุ พวกเราต้องสอนคนว่าศาสนาพุทธแท้อยู่ในเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว พวกเราต้องชี้ให้เห็นความผิดของการดูหมิ่นเสมอ และพวกเราต้องทำให้พวกเขาละทิ้งความยึดติดเรื่องดูหมิ่น

ในความเป็นจริง ในบทธรรมนิพนธ์ “บันทึกคำบรรยาย”(อนโค คิคิงะกิ) พระนิชิเร็น ไดโชนิน กล่าว: “บัดนี้คือเวลาแห่งสมัยปัจฉิมธรรม เมื่อคนๆหนึ่งสามารถบรรลุพุทธภาวะโดยการเผยแผ่อักษร7 ตัวแห่งนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว และทำให้ผู้อื่นสามารถรับกุศลผลบุญ[จากพระพุทธะ]”

(ชินเพ็น หน้า 1818)

“ทำให้ผู้อื่นสามารถรับกุศลผลบุญ” หมายถึง สะสมกุศลผลบุญโดยวิธีทำให้ผู้คนได้มาซึ่งกุศลผลบุญ บัดนี้ ในความเป็นจริงคือเวลาที่จะได้มาซึ่งกุศลผลบุญยิ่งใหญ่แห่งการรู้แจ้งโดยการเผยแผ่นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวและช่วยผู้คนให้พ้นทุกข์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความพยายามชะคุบุขุของพวกเราเพื่อหักล้างความเชื่อนอกรีตและเปิดเผยความจริงคือการปฏิบัติศาสนาพุทธขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อพวกเราเพื่อความสุขของพวกเราเอง

คำชี้นำจากพระสังฆราชนิชิเนียว โชนิน

พระสังฆราชนิชิเนียว โชนินมอบคำแนะนำดังต่อไปนี้:

“ทุกท่านอาจจะรู้หลักการความสัมพันธ์แบบกลองพิษ…กลองพิษคือกลองที่ถูกฉาบด้วยยาพิษความสัมพันธ์แบบกลองพิษบรรยายถึงสถานการณ์หนึ่งซึ่ง เมื่อพวกเราสอนผู้ดูหมิ่นเกี่ยวกับสัทธรรมปุณฑริกสูตร ถึงแม้ว่าพวกเขาต่อต้านและปฏิเสธพวกเรา พวกเขาจะสร้างเหตุเพื่อบรรลุการรู้แจ้งแน่นอน แค่โดยการสร้างกรรมสัมพันธ์กับสัทธรรมปุณฑริกสูตร…บัดนี้ ในสมัยปัจฉิมธรรม จำนวนคนที่มีความสัมพันธ์ย้อนกลับมีมากกว่าผู้ที่มีความสัมพันธ์ด้านบวก ดังนั้น สิ่งสำคัญคือทำให้พวกเขาสร้างความสัมพันธ์ย้อนกลับนี้ นั่นคือ ความสัมพันธ์แบบกลองพิษ เพื่อที่พวกเขาสามารถบรรลุการรู้แจ้งในที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งจำเป็นคือทำให้พวกเขาได้ยินนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวแห่งมหาธรรมเร้นลับ 3 ประการ เป็นเรื่องธรรมดา พวกเราไม่สามารถคาดหวังว่าผู้ถูกชะคุบุขุจะให้ความร่วมมือแม้ว่าพวกเขาอาจจะดูหมิ่นอย่างมุ่งร้ายและสบประมาทพวกเรา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าพวกเขาดูหมิ่นพวกเรา นั่นคือ ถึงแม้ว่าพวกเขาดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตรและประณามโกฮนซน กรรมสัมพันธ์ที่พวกเขาสร้างกับโกฮนซนมีค่าที่สุด ผลที่เกิดขึ้น ในที่สุด พวกเขาจะบรรลุพุทธภาวะ บนพื้นฐานความ สัมพันธ์แบบกลองพิษซึ่งพวกเขาเคยสร้างไว้” (วารสารไดนิชิเร็น, มีนาคม 2008)

            “ถึงแม้ว่าท่านอาจจะเผชิญการต่อต้านจากบุคคลที่ท่านกำลังพยายามทำชะคุบุขุ เขาหรือเธอจะศรัทธาในที่สุด โดยการสร้างความสัมพันธ์ย้อนกลับกับพระพุทธะ ด้วยการหว่านเมล็ดเมียวโฮ-เร็งเง-เคียวลงในหัวใจของบุคคลนี้ พระนิชิเร็นสอน “อย่างไรก็ตาม คนๆหนึ่งควรจะสอนอย่างแข็งขันและทำให้ผู้คนฟังคำสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร”  ดังนั้นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพวกเราคือก้าวไปข้างหน้าและทำชะคุบุขุด้วยความกล้าหาญและความเชื่อมั่น ทั้งๆที่อาจจะเกิดอุปสรรคใดๆ”

            (วารสารไดนิชิเร็น, เมษายน 2016)

พระสังฆราชของพวกเราสอนพวกเราให้บากบั่นด้วยการทุ่มเทในการหว่านเมล็ดธรรมะและในการทำชะคุบุขุ โดยไม่คำนึงว่าคนที่พวกเราพูดคุยจะเปิดใจและเต็มใจฟังหรือไม่

นิชิเร็น โชชูกำลังก้าวหน้าสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายของพวกเรา การมีผู้นับถือฮกเคโค 800, 000 คนในปี ค.ศ.2021 การครบ 800 ปีแห่งการเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน (ผู้ก่อตั้งของพวกเรา) ซึ่งเหลือเวลาอีก 2 ปีเท่านั้น บัดนี้ ขอให้พวกเราลงมือปฏิบัติภายใต้คำชี้นำจากพระสังฆราชของพวกเรา:

“สิ่งสำคัญคือทำให้พวกเขาสร้างความสัมพันธ์ย้อนกลับนี้ นั่นคือ ความสัมพันธ์แบบกลองพิษ-เพื่อที่พวกเขาสามารถบรรลุการรู้แจ้งในที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งจำเป็นคือทำให้พวกเขาได้ยินนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวแห่งมหาธรรมเร้นลับ 3 ประการ” (อ้างแล้ว)

ปีนี้ถูกตั้งชื่อว่า “ปีแห่งการก้าวไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญ” เพื่อที่จะบรรลุการรู้แจ้งด้วยการปฏิบัติของพวกเราเพื่อพวกเราเองและผู้อื่น ขอให้พวกเราอย่ามองข้ามการยึดมั่นความศรัทธาบนพื้น ฐานความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์-ลูกศิษย์และความศรัทธาสมบูรณ์ต่อได-โกฮนซนของมหาวิหารแห่งคำสอนแท้ (ฮนมน)  นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือปฏิบัติตามคำแนะนำจากพระสังฆราช ที่รับการส่งมอบสายเลือดมรดกธรรม อย่างจริงใจ

และขอให้พวกเรามีความก้าวหน้าอย่างกล้าหาญในการปฏิบัติของพวกเรา เพื่อที่ทุกประเทศจะบรรลุเป้าหมายสำหรับปีนี้ของพวกเขา ด้วยความปิติและกุศลผลบุญจากการปฏิบัติและความสำเร็จตามเป้าหมายชะคุบขุของพวกเรา ขอให้พวกเราฉลองวาระสำคัญที่จะมาถึง การครบ 800 ปีแห่งการเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ผู้ก่อตั้งของพวกเรา ทั้งในนามและในความเป็นจริง

 

ข้อความอธิบายเพิ่มเติม

“มีบุคคลที่ชื่อเมียวโฮ-อามะ(妙法尼) เหมือนกันแต่เป็นบุคคล 3 คน  ได้แก่

  1. เมียวโฮ-อามะที่อาศัย ณ โอคามิยะและเป็นผู้รับบทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้
  2. 2. แม่ของชิโจ คิงโงะ และ แม่ของนาคาโอกิ นิวโดที่อยู่บนเกาะซาโดะ

เมียวโฮ-อามะที่อาศัย ณ โอคามิยะยืนหยัดความศรัทธาเข้มแข็ง ถึงแม้ว่าสามีและพี่ชายของนางถึงแก่กรรมแล้ว พระนิชิเร็นไว้วางใจนางและมอบบทธรรมนิพนธ์อื่น 2 ฉบับ นอกจากบทธรรมนิพนธ์ “ผู้ที่ปรารถนาวิถีทางเป็นครั้งแรกสามารถบรรลุพุทธภาวะด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตรได้อย่างไร” (ฮกเขะ โชชิน โจบุตสึ-โช) บทธรรมนิพนธ์อื่น 2 ฉบับคือบทธรรมนิพนธ์ “วลีสำคัญวลีเดียว” เขียนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมปีที่ 1 แห่งสมัยโคอันและบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบเมียวโฮ-อามะ”เขียนเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมปีที่ 3 แห่งสมัยโคอัน”

(โอโกะ-ธันวาคม 2007 ศูนย์กลางการเผยแผ่ธรรมะไคเมียว ประเทศสิงคโปร์, พระคุณเจ้าชินงะ ทากิคาวา, วารสารไคเมียว ฉบับที่ 35 มิถุนายน-กรกฎาคม 2008 หน้า 14-16)

 

ศัตรูร้ายกาจ 3 ประเภท:

1.ฆราวาสที่ดูหมิ่นธรรมะและบีฑาธรรมผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรโดยไม่ยอมรับศาสนาพุทธแท้ (โซะกุชุ-โซโจมัน)

            ในบท “ความอดทน” (บทที่ 13) บรรยายกลุ่มแรกดังต่อไปนี้: “คนที่มีอวิชชาจำนวนมากมายจะสาปแช่งและพูดให้ร้ายพวกเราและจะทำร้ายพวกเราด้วยดาบและไม้พลอง” (ไคเค็ทสึ หน้า 375)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โคลงบทนี้เตือนเกี่ยวกับฆราวาสที่มีอวิชชาจะวิพากษ์วิจารณ์ ประณามและพูดให้ร้ายผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะตระเตรียมการบีฑาธรรม       ที่น่าสะพึงกลัวซึ่งรวมทั้งการตีด้วยไม้เท้าและไม้พลองรวมทั้งฆาตกรรมด้วยดาบ  พวกเขาคือศัตรูร้ายกาจ 3 ประเภทกลุ่มแรก

2. พระสงฆ์ฉลาดแกมโกงแห่งนิกายที่ชักนำไปในทางที่ผิดที่ดูหมิ่นผู้นับถือศาสนาพุทธแท้ (โดมน-โซโจมัน)

           ในบท “ความอดทน” (บทที่ 13) บรรยายกลุ่มที่ 2 ในลักษณะนี้: “ในสมัยชั่วร้ายนั้นจะมีพระ สงฆ์ที่มีปัญญาวิปริตและหัวใจประจบสอพลอและคดโกง พวกเขานึกว่าพวกเขาบรรลุแล้วทั้งๆที่พวกเขายังไม่บรรลุ มีจิตใจหยิ่งยโสและคุยโตโอ้อวด” (ไคเค็ทสึ หน้า 375)

ประเภทที่สองคือพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ ในสมัยปัจฉิมธรรม พระสงฆ์ในนิกายและสำนักอื่นยึดติดความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง วิปริต และหัวใจของพวกเขาคดโกงและประจบสอพลอ ยิ่งไปกว่านั้น มีความทะนงตัวอย่างยิ่ง พวกเขาหลอกตัวพวกเขาเองอย่างง่ายดายโดยคิดว่าพวกเขาบรรลุการรู้แจ้งแล้ว และดังนั้น ทุกท่าทีของพวกเขาเต็มไปด้วยความสูงส่งและนึกว่าตนเองสำคัญ (ความทะนงตัว)

3. ผู้ที่ได้รับความเคารพจากประชาชนและชักจูงผู้มีอำนาจทางการเมืองหรือสังคมบีฑาธรรม ผู้นับถือศาสนาพุทธแท้ด้วยข้อกล่าวหาเท็จ (เซ็นโช-โซโจมัน)

           ในบทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยการสวดไดโมขุแห่งสัทธรรมปุณฑริกสูตร” พระนิชิเร็นฯบรรยายกลุ่มที่ 3 “ในบรรดา 3 กลุ่มนี้ การสบประมาทจากฆราวาสในกลุ่มแรกยากต่อการอดทนน้อยกว่าการสบประมาทจากพระสงฆ์ที่ฉลาดแกมโกงในกลุ่มที่ 2  ยากต่อการอดทนมากกว่าการสบประมาทจากพระสงฆ์ชั่วร้ายในกลุ่มที่ 2 คือการดูหมิ่นจากพระสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในป่าในกลุ่มที่ 3” (ชินเพ็น หน้า 223)

ตามที่พระนิชิเร็นฯกล่าวอย่างชัดเจน กลุ่มที่ 3 นี้ เป็นศัตรูร้ายกาจที่สุด และพวกเขาจะก่อให้เกิดการบีฑาธรรมสำคัญที่สุดและรุนแรงที่สุดอย่างแน่นอนที่สุด

(คำสอนและการปฏิบัติของนิชิเร็นโชชู, บทที่ 45)

 

คำอธิบายคำศัพท์สำคัญ (www.honseiji.org)

“ผู้คนบนโลกทุกวันนี้…จะตกนรกอย่างแน่นอน”: หมายความว่าถึงแม้ว่าผู้คนไม่ได้ดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตรโดยตรง การกระทำแห่งการมอบความศรัทธาต่อคำสอนนอกรีตคือ  การปฏิเสธศาสนาพุทธแท้ และดังนั้น จะทำให้พวกเขาตกนรก

กลองพิษ(毒鼓 ดกกุ): ในนิรวาณสูตร(เนฮัน-เงียว) มีคำอุปมาเกี่ยวกับ “…กลองใบหนึ่งซึ่งถูกฉาบยาพิษ  เมื่อตีกลองนี้ คนที่ได้ยินเสียงกลองจะตาย ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่ตั้งใจได้ยิน”  ในทำนองเดียวกัน ในการเผยแผ่ศาสนาพุทธแท้ ผู้ที่ได้ยินเกี่ยวกับธรรมะแท้-ไม่ว่าพวกเขาเชื่อหรือดูหมิ่น-ทุกคนจะสร้างกรรมสัมพันธ์กับธรรมะแท้

เมล็ดพุทธภาวะ(仏の種 โฮโทเกะ โนะ ทะเนะ): เหตุที่ทำให้ผู้คนบรรลุการรู้แจ้ง ณ ที่นี้ถูกนำมาเปรียบกับเมล็ดพืช  มันมิใช่อะไรนอกจากนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว (ความจริงแท้ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร)