คำแนะนำจากพระสังฆราชองค์ที่ 68 พระนิชิเนียว โชนิน

ในวาระพิธีสวดไดโมขุเพื่อการโคเซ็น-รุฝุเดือนเมษายน

ณ หอประชุมรับรอง วัดใหญ่ไทเซคิจิ ประเทศญี่ปุ่น

21 เมษายน 2019

            ในวาระพิธีสวดไดโมขุเพื่อการโคเซ็น-รุฝุเดือนเมษายน ซึ่งประกอบขึ้นในวันนี้ ณ วัดใหญ่อาตมาปรารถนาแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อทุกท่านสำหรับความพยายามพิเศษเพื่อร่วมพิธีสวดไดโมขุทั้งๆที่ท่านมีภารกิจยุ่ง

โดยปกติมีประกอบพิธีสวดไดโมขุเพื่อการโคเซ็น-รุฝุในวันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือน  แต่ เดือนนี้ พิธีใหญ่ในการผึ่งทำความสะอาดสมบัติศักดิ์สิทธิ์ (โกเรโฮ มุชิบาไร ไดโฮเอะ) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 2 พิธีสำคัญของนิชิเร็น โชชู ตรงกับตารางเวลานี้  ดังนั้น ตารางเวลาสำหรับพิธีสวดไดโมขุเพื่อการโคเซ็น-รุฝุจึงถูกเปลี่ยนมาเป็นวันนี้

ชื่อสมัยจะเปลี่ยนเป็น “เรวะ” นับจากวันที่ 1 พฤษภาคม  ดังนั้น พิธีสวดไดโมขุเพื่อการโคเซ็น-รุฝุในวันนี้จะเป็นพิธีสวดไดโมขุครั้งสุดท้ายในสมัย “เฮเซ”  ถึงแม้ว่าสมัยของประเทศญี่ปุ่นจะเปลี่ยนจาก “เฮเซ” เป็น “เรวะ” อาตมาปรารถนาว่าทุกท่านจะพยายามปฏิบัติอย่างต่อเนื่องต่อไป ขณะที่พวกเรามุ่งสู่ความสำเร็จของการโคเซ็น-รุฝุทั้งโลก

ปัจจุบันนิชิเร็น โชชูกำลังก้าวหน้าด้วยความพยายามเต็มที่ ขณะที่พวกเรามุ่งสู่เป้าหมายแห่งการมีผู้นับถือฮกเคโค 800,000 คนในปีค.ศ.2021 (ปีที่ 3 แห่งสมัยเรวะ) เมื่อพวกเราจะรำลึกถึงการครบ 800 ปีแห่งการเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ผู้ก่อตั้งของพวกเรา

การมีผู้นับถือฮกเคโค 800,000 คนคือคำปฏิญาณซึ่งพวกเราให้คำมั่นสัญญาเบื้องหน้าโกฮนซน  นี่คือเป้าหมายสำคัญที่สุด ณ ปัจจุบันสำหรับพวกเรา  ดังนั้น แต่ละเขตต้องมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวระหว่างพระสงฆ์กับฆราวาส ด้วยจิตวิญญาณต่างกายใจเดียว และบรรลุเป้าหมายนี้แน่นอน

เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ พวกเราแต่ละคนต้องมีความตระหนักว่าพวกเราเป็นลูกศิษย์และผู้ติดตามผู้ก่อตั้ง (พระนิชิเร็น ไดโชนิน) ซึ่งเป็นพระพุทธะแท้ในสมัยปัจฉิมธรรม และพวกเราต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะดำเนินการตามเป้าหมายของการเผยแผ่ธรรมะแท้ทั่วโลก และมีความกล้าที่ไม่ย่อท้อ โปรดจดจำเรื่องนี้ไว้ว่าพวกเราต้องทำชะคุบุขุ

พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนพวกเราในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบเมียวโฮภิกษุณี” ดังต่อไปนี้:

“ในคำสอนของพระพุทธะซึ่งพระองค์ได้มอบคำเตือนแก่พวกเราดังต่อไปนี้ “ถ้าคนๆหนึ่งกลัวและลังเลใจในการเผยแผ่[ธรรมะ] เมื่อเผชิญกับศัตรูของสัทธรรมปุณฑริกสูตร บุคคลนี้เป็นศัตรูของพระศากยมุนี ไม่ว่าคนๆนี้จะฉลาดหรือจะดีอย่างไร แน่นอนว่าบุคคลเช่นนี้จะตกนรกแห่งความทรมานไม่สิ้นสุด” เหมือนลูกที่เห็นว่าคนแปลกหน้ากำลังพยายามฆ่าพ่อแม่ของตน แต่ไม่บอกเตือนอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพ่อแม่เกี่ยว ยิ่งกว่านั้น เช่นเดียวกับการที่ท่านเป็นข้าราชบริพารที่รู้ว่าบางคนกำลังวางแผนเพื่อสร้างความพินาศแก่กษัตริย์ และไม่ได้เตือนพระองค์ เนื่องจากท่านกลัวว่าท่านจะได้รับความยากลำบาก”

            (ชินเพ็น หน้า 1262-1263)

            พระนิชิเร็น ไดโชนินเตือนพวกเราอย่างเข้มงวดว่า “ศัตรูของสัทธรรมปุณฑริกสูตร” คือบุคคลที่เห็นผู้ดูหมิ่นที่ยึดมั่นคำสอนนอกรีต แต่ไม่ทำชะคุบุขุผู้ดูหมิ่นเนื่องจากกลัวในสิ่งที่ผู้คนจะว่าตน บุคคลเช่นนี้จะตกนรกแห่งความทรมานไม่สิ้นสุดอย่างแน่นอน ไม่ว่าบุคคลนี้จะฉลาดหรือจะดีเพียงใด

ในนิรวาณสูตรกล่าวดังต่อไปนี้:

            “สมมุติพระสงฆ์ที่ใจดีรู้ว่าคนๆหนึ่งดูหมิ่นธรรมะที่ถูกต้อง ถ้าเขาปล่อยผู้ดูหมิ่นโดยไม่ตำหนิขับไล่ และแก้ไขเขาโดยเปิดเผยความผิดของเขา พวกเราควรจะรู้ว่าพระสงฆ์รูปนี้เป็นศัตรูของศาสนาพุทธ ในทางตรงข้าม ถ้าพระสงฆ์รูปนี้ขับไล่ ตำหนิ และแก้ไขผู้ดูหมิ่นโดยเปิดเผยความผิดของเขาพระสงฆ์รูปนี้เป็นสาวกของตถาคต รวมทั้งผู้ปฏิบัติ[แท้]คำสอนของตถาคต” (บทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบโซยะ” [องค์ประกอบสำคัญเพื่อการบรรลุการรู้แจ้ง]

(ชินเพ็น หน้า 1039)

            ในข้อความนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนว่าถ้าพวกเรารู้ว่ามีผู้ที่ดูหมิ่นธรรมะแท้ และปล่อยผู้ดูหมิ่น เนื่องจากความกลัวว่าจะถูกกลั่นแกล้ง จึงไม่ตำหนิพวกเขา ไม่ขับไล่พวกเขา หรือแก้ไขความผิดของพวกเขาโดยแสดงความผิดของพวกเขาอย่างเปิดเผย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าพวกเราไม่ทำชะคุบุขุ  ก็หมายความว่าพวกเราเป็น “ศัตรูของศาสนาพุทธ” ในขณะที่ ถ้าพวกเราขับไล่ ตำหนิและแก้ไขผู้ดูหมิ่นโดยการเปิดโปงความผิดของพวกเขา พวกเราเป็นลูกศิษย์และผู้นับถือแท้ของพระพุทธะ

เมื่อพวกเราอ่านข้อความจากบทธรรมนิพนธ์นี้ด้วยความเคารพ พวกเราต้องยอมรับอย่างจริงจังว่าชะคุบุขุมีความสำคัญอย่างไรต่อความศรัทธาและการปฏิบัติศาสนาพุทธของพวกเรา

ดังนั้น พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนในบทธรรมนิพนธ์ “การบรรลุการรู้แจ้ง ณ ขั้นแรกของความศรัทธาด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร” ดังต่อไปนี้:

            “ถ้าพวกเขาได้ยินสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งทำให้ผู้คนสามารถบรรลุพุทธภาวะ [การพบ]นี้จะหว่านเมล็ด[พุทธภาวะ]ลงในชีวิตของพวกเขา และในที่สุดพวกเขาจะบรรลุการรู้แจ้งแน่นอน ดังนั้น พระเทียนไท้และเมียวลักปฏิบัติตามความคิดนี้ และอธิบายว่าคนๆหนึ่งควรจะสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหมือนผู้ที่สะดุดและล้มลงพื้นดิน แต่สามารถใช้พื้นดินนั้นยันตัวพวกเขาเองให้ยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในทำนองเดียวกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาตกนรก ในไม่ช้าพวกเขาจะขึ้นมาอีกและบรรลุพุทธภาวะ ผู้คนบนโลกทุกวันนี้หันหลังให้กับสัทธรรมปุณฑริกสูตรและ ด้วยความผิดนั้น พวกเขาจะตกนรกอย่างแน่นอน ดังนั้น คนๆหนึ่งควรจะสอนอย่างแข็งขันและทำให้ผู้คนฟังคำสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร ผู้ที่ปฏิบัติตามและมีความศรัทธาจะสามารถบรรลุการรู้แจ้ง และแม้แต่ผู้ที่ดูหมิ่น ในที่สุดจะบรรลุพุทธภาวะด้วยความสัมพันธ์แบบกลองพิษเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถพบเมล็ดพุทธภาวะในพระสูตรอื่นนอกจากสัทธรรมปุณฑริกสูตร”

(ชินเพ็น หน้า 1316)    

            “ความสัมพันธ์แบบกลองพิษ” ซึ่งกล่าวในข้อความนี้ คือคำอุปมาซึ่งอธิบายในนิรวาณสูตร  กล่าวกันว่าเมื่อกลองซึ่งถูกฉาบยาพิษถูกตี ทุกคนที่ได้ยินเสียงกลองจะตายทันที ไม่ว่าพวกเขาอยากได้ยินหรือไม่  ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่เต็มใจฟังคำสอนนี้ ถ้าพวกเขาได้ยิน  ในที่สุดพวกเขาจะตัดกิเลสของพวกเขาและบรรลุการรู้แจ้ง เปรียบเสมือนการตีกลองซึ่งถูกฉาบยาพิษ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนพวกเราว่ามวลมนุษย์มีธรรมชาติพุทธะมาแต่กำเนิดดังนั้น พวกเราทุกคนสามารถบรรลุพุทธภาวะ บนพื้นฐานการสำแดงธรรมชาติพุทธะ ด้วยการฟังธรรมะแท้ ปลุกความศรัทธาให้ตื่น และปฏิบัติ ดังนั้น บัดนี้ในสมัยปัจฉิมธรรม แม้แต่ผู้ที่มีความ สัมพันธ์ย้อนกลับ โดยไม่ต้องพูดถึงผู้ที่มีความสัมพันธ์ด้านบวก สามารถบรรลุการรู้แจ้งแน่นอนโดยการฟังนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวแห่งมหาธรรมลับ 3 ประการและสร้างความสัมพันธ์กับธรรมะแท้

เมื่อพวกเราเคารพคำพูดที่มีค่าดั่งทองคำเหล่านี้ พวกเราต้องตระหนักว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเราตอนนี้คือมีความศรัทธาต่อกุศลผลบุญไพศาลและไม่มีขอบเขตของธรรมมหัศจรรย์(เมียวโฮ)และพวกเราต้องหว่านเมล็ดเมียวโฮ-เร็งเง-เคียวลงในชีวิตของผู้คนมากมายเท่าที่เป็นไปได้

ทุกวันนี้ พระสงฆ์ทุกรูปและฆราวาสทุกคนของนิชิเร็น โชชูกำลังทุ่มเทความพยายามและก้าวไปข้างหน้า ขณะที่พวกเรามุ่งสู่เป้าหมายแห่งการมีผู้นับถือฮกเคโค 800,000 คนในปี ค.ศ. 2021 เมื่อพวกเราจะรำลึกถึงการครบ 800 ปี แห่งการเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ผู้ก่อตั้งของพวกเรา

ณ เวลานี้ อาตมาอธิษฐานอย่างจริงใจว่าฮกเคโคทุกเขตทั่วประเทศจะบรรลุเป้าหมายชะคุบุขุของพวกเขาที่พวกเขาให้คำมั่นสัญญาเบื้องหน้าโกฮนซน หลังจากนั้นด้วยความสำเร็จเหล่านี้ พวกเขาจะตอบแทนหนี้บุญคุณพระรัตนตรัย  จงจดจำว่านี่คือวิธีดีที่สุดที่คนๆหนึ่งจะตอบแทนหนี้บุญคุณ ในการต้อนรับศุภวาระการครบ 800 ปีแห่งการเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ผู้ก่อตั้งของพวกเราในปี ค.ศ. 2021

อาตมาหวังอย่างแท้จริงว่าท่านจะบรรลุเป้าหมายชะคุบุขุของท่าน

ข้อความเพิ่มเติม

ยุคเรวะ (ญี่ปุ่น: 令和時代 โรมาจิ: Reiwa jidai) เป็นศักราชของญี่ปุ่น โดยรัชศกเรวะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2019 ซึ่งเริ่มนับจากวันที่สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ พระราชโอรสของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิลำดับที่ 126 ในวันถัดจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชบัลลังก์ในวันที่ 30 เมษายน ซึ่งถือเป็นวันสิ้นสุดของยุคเฮเซ โดยนามรัชศกเรวะได้มีการประกาศเผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2019 โดยนาย โยชิฮิเดะ ซูงะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เป็นผู้ประกาศนามรัชศกในครั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศรัชสมัยใหม่ เรวะ เพื่อต้อนรับรัชสมัยของสมเด็จจักรพรรดิพระองค์ใหม่ โดยเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จจักรพรรดิพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการสิ้นสุดของยุครัชสมัย เฮเซ ที่มีระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปีอีกด้วย

โยชิฮิเดะ ซูงะ เลขาธิการรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้อธิบายถึงชื่อของรัชสมัยใหม่ โดยคำว่า “เร” หมายถึง ความรุ่งเรืองหรือคำสั่ง ส่วนคำว่า “วะ” หมายถึง สันติภาพหรือความสามัคคี

นอกจากนี้การตั้งชื่อรัชสมัยยังเป็นครั้งแรกที่นำตัวอักษรจากกวีโบราณของญี่ปุ่น มารวมกับอักษรคันจิยุคจีนโบราณ โดยในการตั้งชื่อรัชสมัยในครั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ใช้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ถึง 9 คน ค้นหาชื่อที่เหมาะสม นอกจากนี้ถ้าหากมีชื่อรัชสมัยใดเล็ดลอดออกมาก็จะยกเลิกชื่อนั้นและหาชื่อใหม่ ก่อนที่จะประกาศอย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่ารัชสมัยใหม่จะใช้คำว่า “อังคิว” ที่แปลว่า สันติสุขและความยั่งยืน

ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงการตั้งชื่อรัชสมัยใหม่ว่า “เป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งของชาวญี่ปุ่น แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะพบกับจุดเปลี่ยนของประเทศครั้งใหญ่ (สื่อถึงความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง) แต่คุณค่าและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นจะไม่จางหายไปไหน” ซึ่งประเพณีการตั้งชื่อรัชสมัยนี้ยังมีมานานถึง 1,300 ปีอีกด้วย

ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/