คำแนะนำจากพระสังฆราชองค์ที่ 68 พระนิชิเนียว โชนิน

ในวาระพิธีสวดไดโมขุเพื่อการโคเซ็น-รุฝุเดือนมิถุนายน

ณ หอประชุมรับรอง วัดใหญ่ไทเซคิจิ ประเทศญี่ปุ่น

2 มิถุนายน 2019

สวัสดีตอนเช้าทุกคน!

ในวาระพิธีสวดไดโมขุเพื่อการโคเซ็น-รุฝุเดือนมิถุนายน ซึ่งประกอบขึ้นในวันนี้ ณ วัดใหญ่อาตมาปรารถนาแสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจสำหรับความพยายามของท่านในการมาโทซังด้วยความศรัทธาลึกซึ้ง

ทุกวันนี้ ผู้นับถือนิชิเร็น โชชูกำลังก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งในการปฏิบัติของพวกเขาด้วยกำลังทั้งหมดที่มี บนพื้นฐานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวระหว่างพระสงฆ์กับฆราวาส ด้วยจิตวิญญาณต่างกายใจเดียว ขณะที่พวกเรามุ่งสู่เป้าหมายแห่งการมีผู้นับถือฮกเคโค 800,000 คนในปี ค.ศ. 2021 การครบ 800 ปีแห่งการเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน (ผู้ก่อตั้งของพวกเรา)

ณ เวลานี้ พวกเราแต่ละคนต้องทำตามคำปฏิญาณซึ่งพวกเราให้คำมั่นสัญญาเบื้องหน้าโกฮนซนให้สำเร็จแน่นอน เอาชนะความลำบากใดๆอย่างแน่วแน่ ไม่ว่าพวกเราอาจจะเผชิญอุปสรรคและมารอะไร

พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนในบทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยการสวดไดโมขุแห่งสัทธรรมปุณฑริกสูตร” ดังต่อไปนี้:

            “ในสมัยปัจฉิมธรรม ผู้คนมากมายไม่มีเมล็ดพุทธภาวะ มี 2-3 คนเท่านั้นมีเมล็ดพุทธภาวะ  ดังนั้น ไม่มีข้อสงสัยว่าผู้คน[ในสมัยปัจฉิมธรรม]จะตกสู่หนทางชั่ว [เนื่องจากพวกเขากำลังจะตกสู่หนทางชั่วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง] พวกเราควรจะสอนพวกเขาอย่างแข็งขันและทำให้พวกเขาฟังสัทธรรมปุณฑริกสูตร และปล่อยให้พวกเขาสร้างความสัมพันธ์แบบกลองพิษกับธรรมะถูกต้อง ดังนั้น บัดนี้คือเวลาสร้างความสัมพันธ์ย้อนกลับโดยการเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างแน่นอน”

(ชินเพ็น หน้า 231)

            ความหมายของข้อความนี้คือทุกวันนี้ซึ่งอยู่ในสมัยปัจฉิมธรรม พวกเราต้องสอนเมียวโฮ-เร็งเง-เคียวอย่างแข็งขันแก่ผู้ที่ไม่มีเมล็ดพุทธภาวะและทำให้พวกเขาฟัง เพื่อที่พวกเขาสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบกลองพิษกับธรรมะนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง บัดนี้คือเวลาสร้างความสัมพันธ์ย้อนกลับ

ตามที่ท่านทราบ “ความสัมพันธ์แบบกลองพิษ” ถูกอธิบายในนิรวาณสูตร  กล่าวกันว่าเมื่อตีกลองซึ่งถูกฉาบยาพิษนี้ ทุกคนที่ได้ยินเสียงกลองจะตายทันที ไม่ว่าพวกเขาอยากจะได้ยินหรือไม่  การทำให้ผู้ดูหมิ่นฟังสัทธรรมปุณฑริกสูตร ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่อยากจะฟัง พวกเขาจะสร้างความ สัมพันธ์กับสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งคือเหตุเพื่อการบรรลุพุทธภาวะ  ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่ฟังธรรมะและต่อต้าน ในที่สุด พวกเขาจะบรรลุพุทธภาวะด้วยความสัมพันธ์ย้อนกลับ  เปรียบได้กับการตีกลองซึ่งฉาบยาพิษ

นอกจากนี้ ผู้ที่มีความสัมพันธ์ย้อนกลับ คือ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตร ในที่สุดจะสามารถบรรลุการรู้แจ้งด้วยความสัมพันธ์นี้ซึ่งพวกเขาสร้างกับสัทธรรมปุณฑริกสูตรในอดีต

พระนิชิเร็น ไดโชนินยกตัวอย่างเรื่องการบรรลุพุทธภาวะของผู้ที่มีความสัมพันธ์ย้อนกลับในบทธรรมนิพนธ์ “การบีฑาธรรมด้วยดาบและไม้พลอง” (จดหมายตอบอูเอโนะ) ดังต่อไปนี้:

            “ครั้งหนึ่ง ในประเทศอินเดียมีผู้หญิงขี้อิจฉาคนหนึ่งที่เกลียดชังสามีของนางมากจนกระทั่งเกิดความโกรธชั่ววูบ นางทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านของนาง  ความโกรธจัดเปลี่ยนรูปร่างของนาง ใบ หน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล ตาของนางลุกโพลงเหมือนกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และปากของนางดูเหมือนพ่นเปลวไฟ  เมื่อนึกถึงนางนางดูเหมือนปีศาจสีแดงหรือสีน้ำเงินทุกประการ  นางฉวยสัทธรรมปุณฑริกสูตรม้วนที่ 5  ซึ่งสามีของนางอ่านมานานหลายปี และกระทืบลงไปด้วยเท้าทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง  ต่อมา นางตายและตกนรก ร่างของนางทั้งหมดยกเว้นเท้าของนาง  นิรยบาล(ผู้คุมนรก) พยายามตีเท้าของนางให้ลงนรกด้วยพลองเหล็ก แต่ก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นเนื่องจากการกระทืบสัทธรรมปุณฑริกสูตร เท้าของนางสร้างความสัมพันธ์กับสัทธรรมปุณฑริกสูตร และถึงแม้ว่ามันเป็นความสัมพันธ์ย้อนกลับ เท้าของนางได้รับกุศลผลบุญจากสัทธรรมปุณฑริกสูตร”

(บทธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็น ไดโชนิน เล่ม 1 หน้า 39, 41; ชินเพ็น หน้า 1358)

            นานมาแล้วในประเทศอินเดีย มีผู้หญิงขี้อิจฉามากคนหนึ่ง  นางเกลียดชังสามีของนางมากจน กระทั่งนางระบายอารมณ์โกรธใส่ทุกสิ่งและเป็นบ้าด้วยความเดือดดาล ทุบทุกสิ่งในบ้านแตกเป็นชิ้นๆยิ่งกว่านั้น ความเดือดดาลมากเกินไปของนางทำให้รูปร่างของนางเปลี่ยนไปมาก  ตาของนางลุกโพลงอย่างแปลกประหลาดเหมือนแสงอาทิตย์หรือแสงจันทร์ และปากของนางดูเหมือนพ่นเปลวไฟ  รูปร่างของนางเหมือนยักษ์กินคนสีแดงหรือน้ำเงิน  นอกจากนี้ [เนื่องมาจากความเกลียดชัง]สามีของนาง นางฉวยสัทธรรมปุณฑริกสูตรม้วนที่ 5 ซึ่งสามีของนางอ่านทุกวัน และนางกระทืบลงไปด้วยเท้าทั้งสองอย่างไม่ยั้งคิด  หลังจากนั้น เป็นเรื่องที่แน่นอน ผู้หญิงคนนี้ตกนรก-ยกเว้นเท้าทั้งสอง  ถึงแม้ว่านิรยบาลพยายามใช้พลองเหล็กดันเท้าทั้งสองให้ลงนรก เท้าของนางไม่เคยอยู่ในนรก

พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในข้อความนี้: “เท้าของนางสร้างความสัมพันธ์กับสัทธรรมปุณฑริกสูตร และถึงแม้ว่ามันเป็นความสัมพันธ์ย้อนกลับ เท้าของนางได้รับกุศลผลบุญจากสัทธรรมปุณฑริกสูตร”  ดังนั้น ผู้หญิงขี้อิจฉาคนนี้ไม่ตกนรกเนื่องจากนางสร้างความสัมพันธ์ย้อนกลับกับสัทธรรมปุณฑริกสูตรเมื่อนางกระทืบสัทธรรมปุณฑริกสูตรทั้ง 2 เท้า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง ข้อความนี้สอนถึงความ สำคัญของการสร้างความสัมพันธ์กับสัทธรรมปุณฑริกสูตร เพื่อการบรรลุพุทธภาวะ ถึงแม้ว่าเป็นความสัมพันธ์ย้อนกลับก็ตาม

พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนในบทธรรมนิพนธ์ “คำสอนหนึ่งขณะจิตสามพัน” ดังต่อไปนี้:

            “เมื่อคนๆหนึ่งสวดเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ธรรมชาติพุทธะซึ่งอยู่ในชีวิตของคนๆนั้นจะปรากฏ  ผู้ที่มีโอกาสได้ยินจะสามารถขจัดกรรมด้านลบของพวกเขาที่สะสมมาเป็นเวลาอสงไขยกัลป์  ผู้[ที่ได้ยินเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว] และยินดีแม้เพียงหนึ่งขณะจิต จะบรรลุพุทธภาวะในรูปกายปัจจุบันของพวกเขา  ถึงแม้ว่าพวกเขาได้ยินแต่ไม่เชื่อ นี่เป็นการหว่านเมล็ดพุทธภาวะ  ดังนั้น เมล็ดซึ่งถูกหว่านจะเจริญเติบ โตเต็มที่และทำให้คนๆหนึ่งสามารถบรรลุพุทธภาวะแน่นอน  มหาธรรมาจารย์เมียวลักกล่าว:

            “ไม่ว่าคนๆหนึ่งฟัง[เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว]และจำ หรือไม่ว่าคนๆหนึ่งได้ยินแต่ละทิ้ง แม้กระนั้น หูของคนๆนั้นจะสร้างความสัมพันธ์  ไม่ว่าคนๆหนึ่งศรัทธาอย่างเชื่อฟัง หรือไม่ว่าคนๆหนึ่งต่อต้าน ในที่สุด คนๆนั้นจะบรรลุพุทธภาวะ[ด้วยการฟังเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว]สหาโลกนี้คือดินแดนซึ่ง[ผู้คน]สามารถบรรลุพุทธภาวะด้วยหูของพวกเขา”

(ชินเพ็น หน้า 109)

            “บรรลุพุทธภาวะด้วยหูของพวกเขา” (นิคน โตกุโด) หมายถึงการบรรลุพุทธภาวะโดยการฟังสัทธรรมปุณฑริกสูตรด้วยหูของเขา  เช่นกัน ในการปฏิบัติชะคุบุขุของพวกเรา ถึงแม้ว่าผู้ที่พวกเราไปแนะนำธรรมะแท้ไม่ยอมฟังและต่อต้านในที่สุด พวกเราสามารถทำให้พวกเขาบรรลุพุทธภาวะด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ตามที่กล่าวในข้อความ ถึงแม้ว่าพวกเขาได้ยินแต่ไม่เชื่อ นี่เป็นการหว่านเมล็ดพุทธภาวะ  ดังนั้น เมล็ดซึ่งถูกหว่านจะเจริญเติบ โตเต็มที่และทำให้คนๆหนึ่งสามารถบรรลุพุทธภาวะแน่นอน” 

ดังนั้น พวกเราควรจำไว้เสมอว่าสิ่งสำคัญคือหว่านเมล็ดพุทธภาวะลงในชีวิตของผู้ที่ดูหมิ่นธรรมะแท้และชะคุบุขุพวกเขา เพื่อที่พวกเขาสามารถสร้างความสัมพันธ์กับศาสนาพุทธแท้

พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนในบทธรรมนิพนธ์ฉบับเดียวกันดังต่อไปนี้:

            “พื้นฐานของพระสูตรนี้คือ[นำคนๆหนึ่งไปสู่การรู้แจ้ง]โดยคนๆหนึ่งฟังธรรมะเท่านั้น  คำสอนนี้ไม่ได้กีดกันคนชั่ว ผู้หญิง ผู้คนแห่งทวิยาน และอิกฉันติก  ดังนั้น [บท “กุศโลบาย”(โฮเบ็น; บทที่ 2)ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร]กล่าวว่าทุกคนบรรลุพุทธภาวะโดยการปฏิบัติหนทางของพระพุทธะ  เช่นกัน [บท “หอรัตนสถูป” (เค็น โฮโท; บทที่ 11) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร]อธิบายปัญญาลึกซึ้งของพระพุทธะ ซึ่งประทานกุศลผลบุญแก่มวลมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน  เมื่อ ได้ยินบทนี้ คนๆหนึ่งเชื่อว่าความดีและความชั่วเป็นหนึ่งเดียว ไม่เป็นสอง และถูกและผิดก็ไม่เป็นสองด้วย เมื่อนั้น คนๆนั้นสามารถบรรลุการรู้แจ้งในสภาพจิตใจของเขาในปัจจุบัน  นี่คือการบรรลุพุทธภาวะในรูปกายปัจจุบันของคนๆหนึ่ง  คนๆหนึ่งสามารถบรรลุสภาพนี้และขึ้นสู่ขั้นของการรู้แจ้งในชาตินี้ แม้แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจหลักการนี้จะได้รับปัญญามากมายของพระพุทธะถ้าพวกเขาสวดไดโมขุ  และพระศากยมุนีและพระพุทธะอื่นจะรู้สึกยินดี  พระสูตรกล่าวว่า “ตถาคตดีใจอย่างยิ่ง และพระพุทธะอื่นก็เช่นกัน” ”

(ชินเพ็น หน้า 110)

            นิรวาณสูตรกล่าว “มวลมนุษย์มีธรรมชาติพุทธะอย่างเป็นธรรมชาติ”  เนื่องจากมวลมนุษย์มีธรรมชาติพุทธะมาแต่กำเนิด พวกเขาสามารถบรรลุการรู้แจ้งโดยการฟังธรรมะแท้และถูกปลุกให้ปฏิบัติศาสนาพุทธ

เหนืออื่นใด ผู้คนในสมัยปัจฉิมธรรมเป็นผู้ที่ไม่มีเมล็ดพุทธภาวะ สามารถบรรลุพุทธภาวะด้วยเหตุแห่งการสร้างความสัมพันธ์กับพระพุทธะโดยการฟังชื่อของนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวแห่งมหาธรรมลับ 3 ประการ

ดังนั้น พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนในบทธรรมนิพนธ์ “การบรรลุการรู้แจ้ง ณ ขั้นแรกของความศรัทธาด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร” ดังต่อไปนี้:

            “อย่างไรก็ตาม คนๆหนึ่งควรจะสอนอย่างแข็งขันและทำให้ผู้คนฟังคำสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร ผู้ที่ปฏิบัติตามและมีความศรัทธาจะสามารถบรรลุการรู้แจ้ง และแม้แต่ผู้ที่ดูหมิ่น ในที่สุดจะบรรลุพุทธภาวะด้วยความสัมพันธ์แบบกลองพิษเช่นกัน ไม่มีพระสูตรอื่นนอกจากสัทธรรมปุณฑริกสูตรสามารถเป็นเมล็ดพุทธภาวะ” (ชินเพ็น หน้า 1316)

ตามที่ข้อความจากบทธรรมนิพนธ์นี้สอน สิ่งจำเป็นคือพวกเราสอนเมียวโฮ-เร็งเง-เคียวอย่างแข็งขันแก่ผู้ที่เป็นผู้ดูหมิ่นธรรมะและหว่านเมล็ดพุทธภาวะลงในชีวิตของพวกเขา

ทุกวันนี้ ในสมัยปัจฉิมธรรมคำสอนที่ไม่ถูกต้องแพร่หลายไปทั่วประเทศ  เนื่องมาจากเหตุนี้หลายคนถูกอิทธิพลชั่วหลอกโดยไม่รู้ตัว และพวกเขาไม่สามารถหลีกหนีจากภูมิชีวิตที่ไม่มีความสุขเนื่องมาจากพิษแห่งความเชื่อนอกรีต เพื่อที่จะช่วยพวกเขา พวกเราไม่ควรใช้วิธีโชจุซึ่งถูกใช้สำหรับสมัยสุทธิธรรมและสมัยรูปธรรม  พวกเราต้องใช้วิธีชะคุบุขุ ซึงหักล้างความเชื่อนอกรีตและเปิด เผยความจริง และนี่เป็นที่ดีที่สุดและวิธีเดียว ชะคุบุขุคือการปฏิบัติความเมตตาขั้นสูงสุดที่สามารถช่วยมวลมนุษย์ในสมัยปัจฉิมธรรม

เมื่อพวกเรามองดูสถานการณ์โกลาหลทั้งในประเทศและต่างประเทศ พวกเราต้องรู้ว่าสาเหตุแห่งความทุกข์คือเนื่องมาจากพิษแห่งคำสอนนอกรีต บัดนี้คือเวลาสำหรับพวกเราในการทำชะคุบุขุซึ่งหักล้างความเชื่อนอกรีตและเปิดเผยความจริง อย่างแน่วแน่สุดความสามารถ การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงเพื่อความสุขของพวกเราเองเท่านั้น แต่เพื่อความสุขของทุกคนทั่วโลกด้วย ขณะที่พวกเรามุ่งสู่การโคเซ็น-รุฝุทั่วโลก

สุดท้ายนี้ หลังจากปีหน้า พวกเราจะต้อนรับศุภวาระการครบ 800 ปีแห่งการเกิดของพระนิชิเร็นไดโชนิน (ผู้ก่อตั้งของพวกเรา) กว่าจะถึงตอนนั้น พวกเราเหลือเวลาอีก 2 ปี  สิ่งท้าทาย (ชะคุบุขุ) ของพวกเราใน 2 ปีที่จะมาถึงจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมันจะเป็นตัวกำหนดว่าพวกเราจะบรรลุเป้าหมายของพวกเราหรือไม่  เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ พวกเราต้องไม่รู้สึกลังเลใจในสิ่งที่ท้าทายนี้ และไม่หยุดการปฏิบัติ

อาตมาอธิษฐานว่าท่านจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว บนพื้นฐานจิตวิญญาณต่างกายใจเดียว และอุทิศตัวท่านเองในการสวดไดโมขุต่อไป ขณะเดียวกัน อาตมาปรารถนาว่าท่านจะยืนหยัดทำชะคุบุขุ ติดตามทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ และปรารถนาว่าท่านจะบรรลุเป้าหมายของท่านไม่ว่ากรณีใด หลังจากนั้น อาตมาอธิษฐานอย่างจริงใจว่าพระพุทธะแห่งพระรัตนตรัยจะเห็นความพยายามของท่าน