คำแนะนำจากพระสังฆราชองค์ที่ 68 พระนิชิเนียว โชนิน

ในวาระพิธีสวดไดโมขุเพื่อการโคเซ็น-รุฝุเดือนธันวาคม

ณ หอประชุมรับรอง วัดใหญ่ไทเซคิจิ ประเทศญี่ปุ่น

1 ธันวาคม 2019

ในวาระพิธีสวดไดโมขุเพื่อการโคเซ็น-รุฝุเดือนธันวาคม พิธีสวดไดโมขุเพื่อการโคเซ็น-รุฝุครั้งสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งประกอบในวันนี้ ณ วัดใหญ่ อาตมาปรารถนาแสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจต่อผู้นับถือที่เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก

 พวกเราเหลือเวลาอีก 1 เดือนเท่านั้นในปีนี้ “ปีแห่งการก้าวไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญ”  อาตมาจินตนาการว่าสมาชิกของทุกเขต บนพื้นฐานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างพระสงฆ์กับฆราวาสด้วยจิตวิญญาณต่างกายใจเดียว กำลังพยายามในการปฏิบัติของพวกเขา ทั้งวันและคืน เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายชะคุบุขุของปีนี้ที่พวกเขาให้คำมั่นสัญญาเบื้องหน้าโกฮนซน เพื่อที่จะต้อนรับศุภวาระการรำลึกถึงการครบ 800 ปีแห่งการมาเกิดของพระนิชิเร็นไดโชนิน ผู้ก่อตั้งของพวกเรา ในปี ค.ศ. 2021

การมีผู้นับถือฮกเคโค 800,000 คนคือคำปฏิญาณซึ่งพวกเราให้คำมั่นสัญญาเบื้องหน้าโกฮนซนดังนั้น นี่คือเป้าหมายสำคัญที่สุดในขณะนี้ที่ทุกเขตทั่วประเทศต้องบรรลุไม่ว่าในกรณีใดๆ

เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ พวกเราต้องยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าพวกเราแต่ละคนมีความตระหนักและความภาคภูมิใจในฐานะลูกศิษย์และผู้ติดตามพระนิชิเร็น ไดโชนิน (ผู้ก่อตั้งของพวกเรา) หลังจากนั้น พวกเราต้องสวดไดโมขุอย่างจริงจังด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่ไม่ย่อท้อ ไม่ว่าพวกเราอาจจะเผชิญอุปสรรคและมารอะไร ด้วยกุศลผลบุญและความปิติจากการสวดไดโมขุ สมาชิกในแต่ละเขตต้องลุกขึ้นและพยายามร่วมกันเพื่อทำชะคุบุขุ-การหักล้างความเชื่อนอกรีตและการเปิดเผยความจริง-โดยปฏิบัติตามคำพูดที่มีค่าดั่งทองคำ: “ชีวิตของคนๆหนึ่งไม่มีความหมายในขณะที่ธรรมะสูงส่งที่สุด  ท่านควรจะเต็มใจอุทิศชีวิตของท่านเพื่อเผยแผ่ธรรมะ”

พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนในบทธรรมนิพนธ์ “คำถามและคำตอบระหว่างนักปราชญ์กับคนโง่”ดังต่อไปนี้:

“ประการแรก เพื่อที่จะมอบกุศลผลบุญแก่ทุกคนด้วยการเผยแผ่ศาสนาพุทธ คนๆหนึ่งต้องมีความเข้าใจคำสอน ความสามารถ เวลา ประเทศ และลำดับของการเผยแผ่อย่างถ่องแท้ก่อน  สำหรับสมัย[แห่งการเผยแผ่] มีสมัยสุทธิธรรม รูปธรรม และปัจฉิมธรรม สำหรับธรรมะ มีทั้งคำสอนมหายานและหินยาน สำหรับการปฏิบัติ มีโชจุและชะคุบุขุ ถ้าคนๆหนึ่งปฏิบัติชะคุบุขุในสมัยที่ควรจะปฏิบัติโชจุ ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม  ในทางตรงข้าม ถ้าคนๆหนึ่งปฏิบัติโชจุในสมัยที่ต้องใช้ชะคุบุขุ นี่จะเป็นความผิด  ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือรู้ก่อนว่าสมัยปัจจุบันคือเวลาสำหรับโชจุหรือชะคุบุขุ

            เวลาปฏิบัติโชจุคือเมื่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรเผยแผ่ไปทั่วประเทศและไม่มีคำสอนหรืออาจารย์ชั่วเลย ณ เวลานั้น คนๆหนึ่งควรจะถอนตัวไปอยู่ป่าและทุ่มเทตนเองต่อการปฏิบัติการสังเกตจิตใจของตนและธรรมะ ทำการปฏิบัติ อาทิ การปฏิบัติ 5 ประการ การปฏิบัติ 6 ประการ และการปฏิบัติ 10ประการ

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาการชะคุบุขุ คนๆหนึ่งไม่ควรกระทำในลักษณะนี้ เมื่อคำสอนไม่ถูกต้องของนิกายต่างๆมีอยู่ทั่วและแข่งซึ่งกันและกัน ได้มาซึ่งการยกย่องโดยการแสดงท่าทีที่ว่าคำสอนของตนเหนือกว่าผู้อื่น และเมื่อคำสอนไม่ถูกต้องถูกมองว่าเท่ากับธรรมะถูกต้อง และผู้ติดตามมหายานกับหินยานโต้เถียงกันว่าคำสอนไหนถูกต้อง- นี่คือเวลาหักล้างผู้ดูหมิ่นเหล่านี้ นี่คือการปฏิบัติชะคุบุขุ  สัทธรรมปุณฑริกสูตรและนิรวาณสูตรทั้งสองกล่าวว่าถ้าคนๆหนึ่งไม่รู้หลักการนี้ และเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเริ่มปฏิบัติโชจุและชะคุบุขุ คนๆนั้นจะห่างไกลจากการรับกุศลผลบุญแห่งการบรรลุพุทธภาวะ คนๆนั้นจะตกนรก  ในการตีความของพระเทียนไท้และพระเมียวลักก็กล่าวไว้อย่างชัดเจน สิ่งที่อาตมากล่าว ณ ที่นี้คือหลักสำคัญในการปฏิบัติศาสนาพุทธ…” (โกโช หน้า 402)

ในสมัยปัจฉิมธรรม ชะคุบุขุคือวิธีถูกต้องที่ต้องนำมาใช้ ในขณะที่ในสมัยสุทธิธรรมและสมัยรูปธรรม วิธีโชจุในอดีตเหมาะสม ในข้อความนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินชี้ให้เห็นชะคุบุขุสำคัญอย่างไรสำหรับผู้ปฏิบัติศาสนาพุทธในสมัยปัจฉิมธรรมโดยการกล่าวดังต่อไปนี้: “เมื่อคำสอนไม่ถูกต้องของนิกายต่างๆมีอยู่ทั่วและแข่งซึ่งกันและกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งการยกย่องโดยการแสดงท่าทีที่ว่าคำสอนของตนเหนือกว่าผู้อื่น และเมื่อคำสอนไม่ถูกต้องถูกมองว่าเป็นธรรมะถูกต้อง และผู้ติดตามมหายานกับหินยานโต้เถียงกันว่าคำสอนไหนถูกต้อง นี่คือเวลาหักล้างผู้ดูหมิ่นเหล่านี้ นี่คือการปฏิบัติชะคุบุขุ  สัทธรรมปุณฑริกสูตรและนิรวาณสูตรทั้งสองกล่าวว่าถ้าคนๆหนึ่งไม่รู้หลักการนี้ และเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเริ่มปฏิบัติโชจุและชะคุบุขุ คนๆนั้นจะห่างไกลจากการรับกุศลผลบุญแห่งการบรรลุพุทธภาวะ คนๆนั้นจะตกนรก ในการตีความของพระเทียนไท้และพระเมียวลักก็กล่าวไว้อย่างชัดเจน  สิ่งที่อาตมากล่าว ณ ที่นี้คือหลักสำคัญในการปฏิบัติศาสนาพุทธ”

เช่นกัน ท่านสอนในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายถึงนันโจ เฮียวเอะ ชิชิโร” ดังต่อไปนี้:

“ไม่ว่าคนๆหนึ่งได้รับกุศลผลบุญยิ่งใหญ่อย่างไรจากการทำความดี ถึงแม้ว่าเขาคัดลอกสัทธรรมปุณฑริกสูตรทั้งพระสูตร 10 ล้านจบ และบรรลุการสังเกตจิตใจตามหลักการอิชิเน็น ซันเซ็น(หนึ่งขณะจิตสามพัน) ถ้าเขาไม่ประณามศัตรูของสัทธรรมปุณฑริกสูตร เขาจะไม่สามารถบรรลุการรู้แจ้ง”

(โกโช หน้า 322)

 

พระนิชิเร็น ไดโชนินเตือนพวกเราอย่างเข้มงวดไม่ว่าคนๆหนึ่งสะสมการทำความดีอะไร ถึงแม้ ว่าเขาคัดลอกสัทธรรมปุณฑริกสูตรทั้งพระสูตร 10 ล้านจบ และเข้าใจจริงๆหลักการลึกซึ้งแห่งหนึ่งขณะจิตสามพันด้วยการสังเกตจิตใจ ถ้าคนๆนั้นไม่ประณามศัตรูของสัทธรรมปุณฑริกสูตร นั่นคือ ถ้าคนๆนั้นไม่ชะคุบุขุศัตรูของสัทธรรมปุณฑริกสูตร คนๆนั้นจะไม่บรรลุพุทธภาวะ

ข้อความนี้ชี้ให้เห็นอย่างเคร่งครัดว่าถึงแม้ว่าท่านอาจจะเชื่อว่าตัวท่านเองเคร่งศาสนาและมีความศรัทธาเข้มแข็ง อุทิศตัวต่อการปฏิบัติศาสนาพุทธเสมอ มีความรู้แตกฉานในคำสอนศาสนาพุทธ และเชี่ยวชาญศาสนาพุทธ ถ้าท่านทำเป็นมองไม่เห็นการดูหมิ่นที่ฝ่าฝืนธรรมะแท้ และไม่หักล้างความเชื่อนอกรีตและไม่ทำชะคุบุขุ ท่านจะไม่สามารถบรรลุการรู้แจ้ง คำพูดที่มีค่าดั่งทองคำเหล่านี้มีความหมายลึกซึ้ง พวกเราต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับชะคุบุขุอย่างจริงจัง และสลักลงในหัวใจส่วนลึกของพวกเรา  พวกเราไม่ควรลืมไม่ว่าในกรณีใด

นอกจากนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนในบทธรรมนิพนธ์ฉบับเดียวกันดังต่อไปนี้:

“คนๆหนึ่งอาจจะรับใช้สำนักจักรพรรดิอย่างซื่อสัตย์เป็นเวลา 10 ถึง 20 ปี แต่ถ้าเขาจำศัตรูของจักรพรรดิได้และไม่รายงานและโดยส่วนตัวก็ไม่รู้สึกความเป็นศัตรู การรับใช้ทั้งหมดซึ่งเขาเคยถวายจนถึงเวลานั้นถือว่าสูญเปล่า  เขากลับจะถูกลงโทษ” (โกโช หน้า 323)

ถึงแม้ว่าบางคนได้รับใช้สำนักจักรพรรดิเป็นเวลาหลายปี อาทิ 10 ถึง 20 ปี ถ้าบุคคลนี้รู้จักศัตรูของเจ้านาย แต่ไม่รายงานเจ้านายและไม่ประณามศัตรูคนนี้ การรับใช้ที่มีคุณงามความดีเป็นเวลานานหลายปีของคนนี้จะหายไปหมด ในทางตรงข้าม บุคคลนี้จะได้รับการปฏิบัติเหมือนคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากร

ดังนั้น ถ้าลูกศิษย์หรือผู้ติดตามพระนิชิเร็น ไดโชนิน (ผู้ก่อตั้งของพวกเรา) พระพุทธะแท้ในสมัยปัจฉิมธรรม เห็นผู้ที่ทนทุกข์จากพิษแห่งการดูหมิ่น แต่ไม่ทำชะคุบุขุและไม่ประณามการดูหมิ่น การกระทำนี้จะฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ดังนั้น นี่ไม่ใช่วิธีถูกต้องในการปฏิบัติศาสนาพุทธของพระนิชิเร็น ไดโชนิน  การปฏิบัติตามที่พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนและอุทิศตนต่อการปฏิบัติบนทางศาสนาพุทธที่ถูกต้องคือวิธีเดียวเพื่อบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้

พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนในบทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยการสวดไดโมขุแห่งสัทธรรมปุณฑริกสูตร” ดังต่อไปนี้:

“ในสมัยปัจฉิมธรรม ผู้คนมากมายไม่มีเมล็ดพุทธภาวะ 2-3 คนเท่านั้นมีเมล็ดพุทธภาวะ ดังนั้น ไม่มีข้อสงสัยว่าผู้คน[ในสมัยปัจฉิมธรรม]จะตกสู่หนทางชั่ว [เนื่องจากพวกเขากำลังจะตกสู่หนทางชั่วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง] พวกเราควรจะสอนพวกเขาอย่างแข็งขันและทำให้พวกเขาฟังสัทธรรมปุณฑริกสูตร และปล่อยให้พวกเขาสร้างความสัมพันธ์แบบกลองพิษกับธรรมะถูกต้อง ดังนั้น บัดนี้คือเวลาสร้างความสัมพันธ์ย้อนกลับโดยการเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างแน่นอน”

(โกโช หน้า 231)

เกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์แบบกลองพิษ” อาตมาเคยกล่าวมาแล้วหลายครั้ง กลองพิษคือกลองซึ่งถูกฉาบยาพิษ กล่าวกันว่าเมื่อกลองซึ่งถูกฉาบยาพิษถูกตี ทุกคนที่ได้ยินเสียงกลองนี้จะตายทันที ไม่ว่าพวกเขาอยากจะได้ยินหรือไม่ ข้อความนี้ซึ่งใช้คำอุปมาว่าการตีกลองซึ่งถูกฉาบยาพิษ ชี้ให้เห็นว่าแม้ แต่ผู้ที่ไม่ฟังหรือไม่ศรัทธาธรรมะนี้ ในที่สุด สามารถตัดกิเลสของพวกเขาและบรรลุการรู้แจ้ง

นั่นคือ มวลมนุษย์มีธรรมชาติพุทธะมาแต่กำเนิด ด้วยการฟังธรรมะที่ถูกต้อง สร้างความ สัมพันธ์กับธรรมะที่ถูกต้อง และต่อมาปลุกความศรัทธาให้ตื่นและปฏิบัติธรรมะที่ถูกต้อง ธรรมชาติพุทธะของพวกเราจะปรากฏเพื่อที่พวกเราสามารถบรรลุพุทธภาวะ แม้แต่ผู้ที่มีความสัมพันธ์ย้อนกลับ โดยไม่ต้องพูดถึงผู้ที่มีความสัมพันธ์ด้านบวก สามารถบรรลุการรู้แจ้งในอนาคตแน่นอน ถ้าพวกเขาฟังนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวแห่งมหาธรรมลับ 3 ประการ

ณ เวลานี้ เมื่อพวกเราจะต้อนรับศุภวาระการครบ 800 ปีแห่งการมาเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน (ผู้ก่อตั้งของพวกเรา) ในปีถัดจากปีหน้า อาตมาปรารถนาอย่างจริงใจว่าพวกเราแต่ละคนจะเคารพคำ พูดที่มีค่าดั่งทองคำเหล่านี้ หลังจากนั้น สมาชิกทุกคนในทุกเขตจะยอมรับว่าชะคุบุขุสำคัญอย่างไร และอุทิศพวกเขาเองเพื่อก้าวหน้าในกิจกรรมใหญ่การเผยแผ่ธรรมะของพวกเขาบนพื้นฐานความตั้งใจแน่วแน่ ด้วยความพยายามเหล่านี้ อาตมาหวังว่าทุกเขตจะบรรลุเป้าหมายชะคุบุขุของพวกเขาแน่นอนเพื่อที่ พวกเขาจะสามารถต้อนรับศุภวาระการครบ 800 ปีแห่งการมาเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนินอย่างเป็นทางการ

@Copyright 2019 Thailand Buddhist Nichiren Shosho Association