วัดไทเซคิจิ

คำบรรยายโอโกะ – พฤษภาคม 2018

 

บท “กุศโลบาย” (โฮเบ็น; บทที่ 2) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตรพรรณนาสภาพความสับสนและความหลงผิดในชีวิตของผู้คนดังต่อไปนี้:

“ตถาคตรู้ว่ามวลมนุษย์เช่นนั้นในอดีตไม่เคยเพาะรากดี แต่กลับยึดติดกับกามคุณ 5 อย่างดื้อดึง และความโง่เขลาและตัณหาของพวกเขาก่อให้เกิดความทรมาน ความอยากของพวกเขาคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาตกสู่ 3 หนทางชั่ว หมุนวนอยู่ใน 6 ภูมิเหมือนล้อและได้รับความทุกข์และความเจ็บปวดทุกชนิด” (โฮเคเคียว หน้า 111; สัทธรรมปุณฑริกสูตร แปลโดยนายวัตสัน หน้า 36)

ผู้คนที่สับสนหรือหลงผิดหมายถึงผู้ที่ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับศาสนาพุทธแท้ หรือผู้ที่ไม่สามารถเชื่อและไม่สามารถนับถืออย่างถูกต้อง ถึงแม้ว่าพวกเขาสามารถพบกับศาสนาพุทธนี้แล้วก็ตาม  กามคุณ 5 แห่ง สี และรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส และ 3 พิษแห่งความโลภ โกรธ และหลง ผนวกกับกิเลสรูปแบบอื่น ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในชีวิตของผู้ที่ไม่สามารถเชื่อและไม่สามารถนับถือศาสนาพุทธแท้  ดังนั้น คนเช่นนั้นสร้างเหตุ (กรรม) ด้านลบสำหรับพวกเขาเองด้วยคำพูดและการกระทำของพวกเขา จากนั้น เหตุด้านลบมากมายที่พวกเขาสร้างจะปรากฏในชีวิตของพวกเขาเป็นความทุกข์รูปแบบต่างๆบนพื้นฐานกฎของเหตุและผล

นอกจากนี้ เมื่อพวกเขาวนเวียนอยู่ในวัฏจักรชั่ว การเวียนว่ายใน 6 หนทางนี้อย่างไม่หยุดหย่อน ชีวิตแห่งความสับสนและความหลงผิดของมนุษย์ปุถุชน จะปรากฏ

ในศาสนาพุทธ สภาพความสับสนและความหลงผิดนี้ถูกจำแนกออกเป็น 6 ภูมิซึ่งถูกเรียกว่า 6หนทาง (รกกึโด) ในบทธรรมนิพนธ์ “สิ่งสักการะแท้” พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวเกี่ยวกับ 6 หนทางดังต่อไปนี้:

ความโกรธคือการปรากฏของภูมินรก ความโลภคือการปรากฏของภูมิเปรต ความโง่เขลาคือการปรากฏของภูมิเดรัจฉาน การประจบสอพลอคือการปรากฏของภูมิอสุร ความปิติคือการปรากฏของภูมิเทว และความสงบคือการปรากฏของภูมิมนุษย์” (ชินเพ็น หน้า 647)

พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายว่า 6 ภูมิแห่งนรก เปรต เดรัจฉาน อสุร มนุษย์และเทวอยู่ในชีวิตของทุกคน หมายความว่าอารมณ์ต่างๆ อาทิ ความปิติ ความโกรธ ความโศกเศร้าและความพอใจ ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ในตัวมันเอง คือเหตุแห่งกรรมของ 6 หนทาง-สภาพความทุกข์และความหลงผิด

นอกจากนี้ ความทุกข์แห่ง 6 หนทางนี้ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่ในชาติปัจจุบันเท่านั้น แต่มันเกิดซ้ำซากอยู่ในวัฏจักรแห่งการเกิดและความตาย ครั้งแล้วครั้งเล่า ตามหลักการแห่งวัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด

ในบทธรรมนิพนธ์ “คำถามและคำตอบระหว่างนักปราชญ์กับคนโง่” พระนิชิเร็น ไดโชนิน อธิบาย: “ตั้งแต่เวลาที่ไม่มีจุดเริ่มต้น เหล้าสาเกของความหลงผิดแห่งอวิชชาทำให้พวกเราเมา ทำให้พวกเราเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าใน 6 หนทางและ 4 รูปแบบของการเกิด” (ชินเพ็น หน้า 382)

ณ ที่นี้พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนว่าตั้งแต่อดีตชาติ พวกเราสะสมเหตุแห่งกรรมสำหรับความทุกข์หลายชนิด บนพื้นฐานภูมิชีวิตแห่ง 6 หนทางที่อยู่ในตัวพวกเรา นอกจากนี้ พวกเราจะไปเกิดใหม่ในอนาคตในภูมิใดภูมิหนึ่งของ 6 หนทาง ตามเหตุที่พวกเราสร้าง และพวกเราจะวนเวียนอยู่ในวัฏจักรความทุกข์ เรื่องนี้ถูกบรรยายใน “พระสูตรแห่งรากฐานในการสังเกตจิตใจ” (ชินจิคัน-เกียว):

“สิ่งที่มีความรู้สึกเวียนว่ายและเกิดใหม่หลายครั้งใน 6 หนทาง การเวียนว่ายนี้เหมือนล้อ ซึ่งไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด” (ไทโช ไตรปิฎก, เล่ม 3 หน้า 297)

ดังนั้น คนที่อยู่ในสภาพแห่งความหลงผิดและความสับสนไม่สามารถหลีกหนี 6 หนทาง และพวกเขาทนทุกข์ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด สภาพนี้รู้จักกันทั่วไปว่าการเวียนว่ายใน 6 หนทาง

พวกเราจะมาพิจารณา 6 ภูมิที่ประกอบเป็น 6 หนทางอย่างคร่าวๆ

  1. นรก คือ ภูมิชีวิตแห่งความโกรธและความทุกข์ ซึ่งบ่อยครั้งถูกบรรยายด้วยวลี: “ความโกรธคือนรก” พวกเราใช้คำ ยกตัวอย่าง “นรกทั้งเป็น” เพื่อบรรยายสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่หมดหนทางจริงๆ ถูกความทุกข์มหันต์มัดไว้แน่น ซึ่งไม่สามารถแก้ไขแม้ว่าพวกเราจะตั้งใจแก้ไขก็ตาม นี่คือสภาพนรก ซึ่งความโกรธและความทุกข์ไม่เคยหยุดหย่อน
  2. เปรต คือ สภาพซึ่งผู้คนอดอยากอยู่เสมอและไม่สามารถหาอาหารได้ พระนิชิเร็น ไดโชนิน กล่าวว่า ความโลภคือภูมิเปรต” ดังนั้น นี่คือสภาพซึ่งความอยากมากมายของผู้คนจะไม่มีวันได้รับการตอบสนอง
  3. ภูมิเดรัจฉานบรรยายถึงภูมิชีวิตซึ่งผู้คนขาดเหตุผลและไม่มีสามัญสำนึก และพวกเขาถูกความอยากตามสัญชาตญาณควบคุมอย่างโง่ๆ ตามที่พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบาย “ความโง่เขลาคือภูมิเดรัจฉาน” ผู้คนในสภาพนี้ไม่สนใจเหตุผล และพวกเขาถูกความอยากได้ในสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของพวกเขาครอบงำ

3 สภาพแห่งนรก เปรต และเดรัจฉานเป็น 3 หนทางชั่ว เมื่อ 3 หนทางชั่วรวมกับภูมิที่ 4 อสุร ถูกเรียกว่า 4 ภูมิต่ำ ความทุกข์ในภูมิเหล่านี้รุนแรงเป็นพิเศษ

  1. ภูมิที่ 4 แห่งภูมิอสุรนี้ หมายถึง ผู้ที่พร้อมที่จะต่อสู้ ยโสและทะนงตัวอยู่เสมอ พระนิชิเร็น ไดโชนินบรรยายสภาพนี้ด้วยคำพูด “จิตใจที่บิดเบือนคือจิตใจของอสุร” ในสภาพนี้ ผู้คนแสดงความโกรธและการประจบโดยไม่จริงใจ และพวกเขาประจบเอาใจอย่างน่ารังเกียจ
  2. ภูมิมนุษย์ หมายถึง สภาพซึ่งผู้คนสามารถประเมินเรื่องราวอย่างสงบและอย่างปกติ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดรุนแรงต่างๆของความทุกข์ 4 ชนิดและ 8 ชนิด อาทิ การเกิด การแก่ ความเจ็บป่วย และความตาย
  3. ภูมิเทวคือสภาพความปิติชั่วคราว

แต่ละหนทางใน 6 หนทางแสดงถึงภูมิชีวิตที่หลงผิดที่เต็มไปด้วยความทุกข์  นอกจากนี้ ในขณะที่พวกเราเวียนว่ายอยู่ใน 6 หนทางนี้ พวกเราพบว่ายากที่จะหลีกหนีวัฏจักรนี้ในชาตินี้และชาติหน้า

ถ้าอย่างนั้น พวกเราสามารถหลีกหนีจากการเวียนว่ายอยู่ใน 6 หนทางได้อย่างไร? ในคำสอนหินยาน พระศากยมุนีพุทธะสอนว่าผู้คนเวียนว่ายอยู่ใน 6 หนทางเนื่องมาจากกิเลสของพวกเขา พระ องค์กล่าวว่าพวกเขาสามารถหลีกหนีจากความทุกข์แห่ง 6 หนทางโดยการดับกิเลสของพวกเขาด้วยการปฏิบัติศาสนาพุทธ สิ่งนี้ถูกเรียกว่าการบรรลุอรหันต์

พระศากยมุนีพุทธะอธิบายว่าการปฏิบัติศาสนาพุทธจะทำให้ผู้คนสามารถเข้าใจอีก 3 ภูมิชีวิตคือศึกษา สมาธิ และโพธิสัตว์ ซึ่งเหนือกว่าภูมิเทว อย่างไรก็ตาม คำสอนเหล่านี้เป็นคำสอนกุศโลบายเท่านั้น

ในคำสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตรภาคทฤษฎีอธิบายหลักการ 10 ภูมิมีพร้อมในแต่ละภูมิทั้งสิบ คำสอนนี้เปิดเผยว่าภูมิพุทธภาวะอยู่ในหัวใจของทุกคน นอกจากนี้ สภาพแห่งชีวิตและความตายใน 6หนทางสามารถเปลี่ยนเป็นภูมิแห่งการรู้แจ้ง (พุทธภาวะ) ทันที

อย่างไรก็ตาม ธรรมะแห่งคำสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตรภาคทฤษฎีไม่ได้เปิดเผยหลักการ 10 ภูมิมีพร้อมในแต่ละภูมิทั้งสิบแท้  ในคำสอนแท้ (ฮนมน) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร(บทจูเรียว; บทที่ 16)อธิบายคำสอนการบรรลุการรู้แจ้งในอดีตอันไกลโพ้นสุดที่จะนึกได้ (คุอน จิตสึโจ) ของพระศากยมุนีพุทธะ ดังนั้น ผู้คนเข้าใจว่าพวกเขาเองก็มีชีวิตตลอดกาล เหมือนกับชีวิตของพระพุทธะ พวกเขารู้ว่าเมล็ดแห่งเหตุแท้ถูกหว่านลงในชีวิตของพวกเขาตั้งแต่อดีตที่ไม่มีจุดเริ่มต้น (คุอน กันโจะ) และพวกเขาสามารถบรรลุการรู้แจ้ง (พุทธภาวะ) แท้จริง

แม้แต่ทุกวันนี้ ในสมัยปัจฉิมธรรม พวกเราจะไม่สามารถพ้นทุกข์จากการเวียนว่ายใน 6 หนทาง ถ้าพวกเราไม่มีกรรมสัมพันธ์กับศาสนาพุทธแท้และไม่นับถือและไม่ปฏิบัติ

พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบภรรยาม่ายของมัตสึโนะ” (เต่าตา เดียวและท่อนไม้จันทน์ลอยน้ำ) ดังต่อไปนี้:

“พวกเรา ที่เป็นมนุษย์ เวียนว่ายใน 3 ภพ ใน 6 หนทาง บางครั้งเกิดในภูมิเทว บางครั้งในภูมิมนุษย์ และบางครั้งในภูมินรก เปรต หรือเดรัจฉาน พวกเราเกิดในประเทศต่างๆหลายประเทศและเผชิญความทุกข์และความสุขมากมาย อย่างไรก็ตาม พวกเราไม่เคยเกิดแม้แต่ครั้งเดียวในดินแดนที่ซึ่งสัทธรรมปุณฑริกสูตรถูกประกาศ และถึงแม้ว่าพวกเราสามารถเกิดในดินแดนเช่นนั้น พวกเราไม่เคยสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว” (ชินเพ็น หน้า 1354)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าพวกเราไม่เกิดในดินแดนที่ซึ่งมีการเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตร พวกเราไม่สามารถได้รับเมล็ดพุทธภาวะ ซึ่งคือเหตุเพื่อทำให้พวกเราบรรลุการรู้แจ้ง นอกจากนี้ เนื่องจากคำสอนของพระพุทธะอยู่บนหลักการ 3 ระยะแห่งการหว่าน (ศาสนาพุทธแห่งการหว่าน การสุกงอม และการเก็บเกี่ยว) พวกเราไม่สามารถคาดหวังว่าจะได้รับผลในที่ซึ่งไม่มีการหว่านเมล็ด

ดังนั้น เพื่อที่จะปลุกธรรมชาติพุทธะของพวกเราเองที่อยู่ภายในชีวิต สิ่งจำเป็นคือสร้างกรรมสัมพันธ์กับพระนิชิเร็น ไดโชนิน พระพุทธะแท้ของศาสนาพุทธแห่งการหว่านแห่งเหตุแท้ในสมัยปัจฉิมธรรม และพวกเราต้องปฏิบัติศาสนาพุทธด้วย พระนิชิเร็น ไดโชนินบรรยายการปฏิบัติศาสนาพุทธนี้ตามวิธีดังนี้:

“นอกจากดินแดนแห่งแสงสงบสุขตลอดกาลที่ซึ่งพระพุทธะอาศัย ทุกอาณาจักรคือสถานที่แห่งความทุกข์ ถ้าพวกเราออกจากอาณาจักร[ของพระพุทธะ]แห่งการรู้แจ้งดั้งเดิม พวกเราจะสามารถพบความสุขอะไร?  อาตมาเชื่อว่าการนับถือเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ซึ่งรับประกัน “ความสงบสุขและความปลอดภัยในชาตินี้และสิ่งแวดล้อมดีในชาติหน้า” คือเกียรติยศเดียวพึงแสวงหาในชาตินี้และคือข้อ แนะนำเพื่อดำรงไว้ซึ่งการรู้แจ้งในอนาคต จงสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวอย่างแน่วแน่และสนับสนุนให้ผู้อื่นทำตาม สิ่งนี้จะยังคงเป็นความทรงจำเดียวของท่านในชาติปัจจุบันนี้ที่เป็นมนุษย์”

(ธรรมนิพนธ์ “คำถามและคำตอบว่าด้วยการนับถือสัทธรรมปุณฑริกสูตร” ชินเพ็น หน้า 300)

ตามที่พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนพวกเรา ณ ที่นี้ พวกเราต้องยึดมั่นความศรัทธาและปฏิบัติศาสนาพุทธเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเราต้องสวดมนต์ทำวาระ สวดไดโมขุ ทำชะคุบุขุ และส่งเสริมการเติบโตและการพัฒนา

พระสังฆราชนิชิเนียว โชนินกล่าว:

“การปลุกธรรมชาติพุทธะของพวกเราให้ตื่น สิ่งจำเป็นสำหรับพวกเราคือหันหน้าหาโกฮนซนการสำแดงพุทธภาวะที่สมบูรณ์ และสวดไดโมขุแห่งนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว เมื่อพวกเราสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว บรรดาพวกเรา ที่บิดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวดจากความทุกข์แห่งชีวิตและความตายผ่านการเวียนว่ายใน 6 หนทาง ตั้งแต่เวลาที่ไม่มีจุดเริ่มต้น จะพบว่าธรรมชาติพุทธะ, ซึ่งอยู่ภายในตัวพวกเราตั้งแต่เริ่มต้น, จะถูกสำแดงและจะทำให้พวกเราสามารถบรรลุการรู้แจ้ง”

(ข้อความจากบทธรรมนิพนธ์ที่ถูกเลือกว่าด้วยความศรัทธาและการปฏิบัติ หน้า 54)

บัดนี้ ในสมัยปัจฉิมธรรม ทุกคนสามารถเชื่อและนับถือได-โกฮนซนของมหาวิหารแห่งคำสอนแท้และสวดไดโมขุแห่งการปฏิบัติเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น โดยการทำเช่นนั้น พวกเราสามารถบรรลุภูมิชีวิตที่บรรลุการรู้แจ้งในรูปกายปัจจุบันของพวกเราและเป็นอิสระจากความทุกข์แห่งการเวียนว่ายใน 6 หนทาง

นี่คือ “ปีแห่งการกระทำ”  เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อที่ถูกระบุนี้ ขอให้พวกเราแต่ละคนท้าทายและเอาชนะความทุกข์ซึ่งพวกเราประสบในชีวิตของพวกเราเอง นอกจากนี้ ขอให้พวกเราทุ่มเทความพยายามสุดความสามารถด้านความศรัทธาและการปฏิบัติเพื่อพวกเราเองและเพื่อผู้อื่น ขณะที่พวกเราก้าวหน้าสู่การมีผู้นับถือฮกเคโกะ 800,000 คนในปี ค.ศ. 2021 เมื่อพวกเราจะรำลึกถึงการครบ 800 ปีแห่งการมาเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ผู้ก่อตั้งของพวกเรา

 

ข้อความเพิ่มเติม

4 รูปแบบของการเกิด: การจำแนกวิธีในการเกิดขึ้น ได้แก่ 1. เกิดจากครรภ์ ดังในกรณีของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2. เกิดจากไข่ ดังในกรณีของนก 3. เกิดจากความชื้น (ไคล) วิธีซึ่งเชื่อกันว่าหนอนถือกำเนิด 4. เกิดแบบผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ (อุปปาติกะ) ดังในกรณีของเทพและสัตว์ในนรก