โอโกะ – พฤศจิกายน 2016

วัดไคเมียว-อิน  ประเทศสิงคโปร์

พระคุณเจ้าโชสึ  โนมูระ

ขอขอบคุณมากสำหรับการร่วมพิธีสำคัญพิธีโอโกะเดือนพฤศจิกายนทั้งๆที่ภารกิจยุ่ง วันนี้ อาตมาอยากจะต่อคำบรรยายว่าด้วยบทธรรมนิพนธ์ “การทำบุญแด่มันดะละแห่งเมียวโฮ”

“มันจะเป็นตะเกียงในความมืดแห่งปรโลกและม้าดีเพื่อให้เธอขี่ข้ามภูเขาแห่งความตาย มันเหมือนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์บนท้องฟ้าหรือภูเขาพระสุเมรุบนพื้นดิน มันเป็นเรือส่งคนข้ามทะเลแห่งการเกิดและความตาย มันเป็นอาจารย์ที่นำทาง[โดชิ]ที่นำทุกคนไปสู่การรู้แจ้ง”

นี่คือข้อความจากบทธรรมนิพนธ์ที่พวกเราจะให้ความสนใจในวันนี้ ข้อความนี้แสดงกุศลผลบุญยิ่งใหญ่และการคุ้มครองในปรโลก จากข้อความจากบทธรรมนิพนธ์นี้ พวกเราจะเรียนรู้ประเด็นสำคัญมากมายและอาตมาหวังว่าแต่ละท่านจะมีความเชื่อมั่นแน่วแน่ต่อศาสนาพุทธของพระนิชิเร็นไดโชนินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อโกฮนซนแห่งนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว

ในข้อความจากบทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวเกี่ยวกับ “ปรโลก” ถ้าคนๆหนึ่งได้ยินคำ “ปรโลก” คนๆนั้นอาจจะคิด “จะเกิดอะไรขึ้นในปรโลก?” เนื่องจากคำสอนศาสนาพุทธเปิดเผยว่าปรโลกอยู่ระหว่างชาติปัจจุบันกับชาติหน้า หรือชาติที่แล้วกับชาติปัจจุบัน อาตมาอยากจะพูดเกี่ยวกับ 3 ชาติของชีวิตและหลังจากนั้น อาตมาจะพูดเกี่ยวกับ “ปรโลก”

คำสอนเรื่อง 3 ชาติของชีวิตคือหนึ่งในคำสอนพื้นฐานในศาสนาพุทธ

ท่านกำลังอาศัยอยู่บนโลกนี้และท่านแก่ขึ้นในแต่ละปีที่ผ่านไป เนื่องจากท่านไม่สามารถหยุดเวลาได้ ถึงแม้ว่าท่านเป็นหนุ่มสาวตอนนี้ สักวันหนึ่งเวลาสำคัญจะมาถึงเพื่อให้ท่านจบภารกิจล้ำค่าในชาตินี้ ซึ่งก็คือ “ความตาย”

โดยทั่วไป ผู้คนคิดว่าชีวิตของบุคคลหนึ่งจะสิ้นสุด ณ เวลาแห่งความตาย ปัจจุบัน ในสังคมทั่วโลก คนๆหนึ่งจะหมดความรับผิดชอบทั้งหมดในสังคมถ้าคนๆนั้นตาย มันเป็นจริงที่ว่าถ้าบุคคลหนึ่งตาย ถึงแม้ว่าเขามีทรัพย์สมบัติจำนวนมากในชาตินี้ สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นของบุคคลนี้อีกต่อไป เนื่องจากความตาย เขาจะสูญเสียทุกสิ่ง แต่คำสอนศาสนาพุทธกล่าวว่า มีสิ่งหนึ่งที่ท่านจะไม่มีวันสูญเสียแม้ว่าเมื่อท่านตาย นั่นคือชีวิตของท่าน

ดังนั้น ชีวิตของท่านมีค่ามาก ชีวิตของท่านคือทรัพย์สมบัติแท้ของท่าน การขัดเกลาชีวิตของท่านคือการกระทำสำคัญที่สุดในชาตินี้ เนื่องจากท่านจะไม่มีวันสูญเสียชีวิตของท่านถึงแม้ว่าท่านตาย  ดังนั้น พระพุทธะแท้พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนพวกเราให้สวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวและสนับสนุนให้ผู้อื่นสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวซึ่งคือสิ่งสำคัญที่สุดในชาตินี้

หลังจากท่านตายท่านจะเกิดใหม่ในฐานะสิ่งมีชีวิตในรูปแบบหนึ่ง หลังจากนั้น ชีวิตของท่านจะอยู่ในวัฏจักรของการเกิดและความตาย เนื่องจากท่านมีวัฏจักรนี้ ถ้าท่านพิจารณาโลกก่อนที่ท่านจะมาเกิดบนโลกนี้ ท่านสามารถพูดได้ว่าท่านมีอดีตชาติ

วัฏจักรของการเกิดและความตายนี้ไม่ใช่วัฏจักรเดียวเท่านั้นบนโลก เมื่อพวกเราพิจารณาโลกใบนี้ ดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าและตกในตอนเย็นและหลังจากนั้นเช้าวันต่อมา มันขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  หลังจาก 4 ฤดู ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ก็จะเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิอีก และพืชและต้นไม้ก็มีวัฏจักรของเมล็ด การเริ่มเจริญเติบโต การสุกงอมและเหี่ยวแต่เมล็ดของมันจะเจริญเติบโตหลังจากนั้น พวกเราสามารถเข้าใจว่าบนโลกนี้มีปรากฏการณ์ซึ่งคล้ายกับ 3 ชาติของชีวิต บรรดาปรากฏการณ์เหล่านี้ อาตมาคิดว่าสามารถกล่าวได้ว่าวัฏจักรของจักรวาลเป็นปรากฏการณ์ซึ่งคล้ายคลึงกับวัฏจักรของการเกิดและความตาย

ณ ที่นี้ อาตมาอยากจะแทรกคำสอนศาสนาพุทธเข้ามาในคำที่เรียกว่า “4 กัลป์” ซึ่งพูดเกี่ยว กับวัฏจักรของจักรวาล ได้แก่ กัลป์แห่งการสร้าง ความต่อเนื่อง การเสื่อม และศูนยตา

 

 

โปรดจินตนาการ ณ ตอนต้นของจักรวาล ที่นั่นไม่มีอะไรเป็นเวลานานแต่มันเริ่มก่อรูปต่อมา กัลป์แห่งความต่อเนื่องก็มา สิ่งนี้คล้ายคลึงกับเวลาของโลกหรือจักรวาลในปัจจุบัน ช่วงเวลาแห่งความต่อเนื่องนี้ สิ่งมีชีวิตสามารถมีชีวิตของพวกมันบนดาวเคราะห์ เช่น โลก

หลังจากเวลาแห่งความต่อเนื่อง กัลป์แห่งการเสื่อมก็เริ่มต้น เมื่อสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอยู่ได้ไม่เพียงบนดาวเคราะห์นี้ แต่จะไม่สามารถอยู่ได้บนจักรวาลด้วย หลังจากนั้นจักรวาลจะถูกทำลาย และต่อมา ทุกสิ่งจะเป็นศูนยตาอีกครั้งหนึ่งในที่สุด

นี่คือเมื่อกัลป์แห่งศูนยตาจะเริ่มต้น นี่คือหนึ่งในมโนภาพแห่งกัลป์แห่งการสร้าง ความต่อ เนื่อง การเสื่อมและศูนยตา หลังจากกัลป์แห่งศูนยตานี้ กัลป์แห่งการสร้างจะเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง และวัฏจักรนี้จะต่อเนื่องและจะไม่มีวันสิ้นสุด

ดังนั้น สามารถกล่าวได้ว่าวัฏจักรของการเกิดและความตายคล้ายคลึงกับวัฏจักรของจักรวาล  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกเราให้ความสนใจคำสอนแห่งการก่อรูปเป็นบางสิ่งจากสภาพศูนยตา  สามารถกล่าวได้ว่าวัฏจักรของการเกิดและความตายแทบจะเหมือนกับวัฏจักรของจักรวาล

เมื่อคนๆหนึ่งเกิดใหม่บนโลกนี้คนๆนั้นสามารถมีกายเนื้อ สภาพนี้เทียบได้กับโลกียสภาวะ

เมื่อคนๆหนึ่งตาย กายของคนๆนั้นจะไม่ดำรงอยู่ สภาพนี้ถูกเรียกว่าศูนยตาสภาวะ ถึงแม้ว่าสภาพของคนๆหนึ่งเป็นศูนยตาสภาวะ คนๆนั้นจะเกิดใหม่บนโลกหน้าและมีกายเนื้อ

 

ถ้าคนๆหนึ่งตายและกลายเป็นสภาพศูนยตาสภาวะ พวกเราไม่สามารถสัมผัสเขาได้อีกต่อไปแต่สภาพศูนยตาสภาวะมีศักยภาพที่จะก่อรูปเป็นบางสิ่ง ดังนั้นศูนยตาสภาวะจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด ในความ หมายหนึ่ง มันคือการตระเตรียมเพื่อการเริ่มต้นใหม่เพื่อที่คนๆหนึ่งสามารถเกิดใหม่บนโลกหน้า

บนพื้นฐานความสัมพันธ์นี้ อาตมาขอเสริมว่าตามที่อาตมากล่าวมาแล้ว คำสอนเรื่อง 4 กัลป์ถูกสอนเมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้วในฐานะหนึ่งในคำสอนศาสนาพุทธและสอนว่าบางสิ่งจะก่อรูปมาจากสภาพศูนยตาสภาวะ

นักวิทยาศาสตร์หลายคนพยายามหาจุดกำเนิดของจักรวาลเป็นเวลาหลายปี  นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่าบิ๊กแบง (Big Bang) คือจุดกำเนิดของจักรวาลและหลายคนก็คิดเช่นนั้นแต่ไม่นานมานี้ นายสตีเฟ่น วิลเลียม ฮอว์คิง (Stephen William Hawking) ที่เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีในสหราชอาณาจักรกล่าวถึงความคิดเรื่อง “จักรวาลวิทยาเชิงควอนตัม” (quantum cosmology) และเขาอธิบายว่าจักรวาลก่อตัวมาจากสภาพว่างเปล่า  ตามทฤษฎีของเขา นี่คือจุดกำเนิดของจักรวาล  นี่คือข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับกำเนิดจักรวาล ตามที่ท่านสามารถเข้าใจ ความคิดนี้แทบจะเหมือนคำสอนศาสนาพุทธที่สอนว่าบางสิ่งจะก่อตัวมาจากสภาพศูนยตาสภาวะ

ตอนนี้อาตมาเพิ่งจะพูดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ซึ่งคล้ายกับ 3 ชาติของชีวิต  ถ้าทุกคนมีความทรงจำเกี่ยวกับอดีตชาติ มันจะง่ายมากแก่การอธิบายเกี่ยวกับข้อพิสูจน์เรื่อง 3 ชาติของชีวิต แต่ความจริงคือพวกเราไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับอดีตชาติของพวกเราเลย

อาตมาเชื่อว่าถึงแม้ว่าพวกเราไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับอดีตชาติของพวกเรา มีปรากฏการณ์บางอย่างที่พวกเราไม่สามารถอธิบายได้ถ้าไม่ยอมรับว่าอดีตชาติมีจริง

ต่อมา อาตมาอยากจะสนทนาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่จะปรากฏในชาติปัจจุบันบนพื้นฐานของกรรมนั่นคือการกระทำในอดีตชาติของคนๆหนึ่งถึงแม้ว่าคนๆนั้นไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับอดีตชาติของเขา

ถ้าท่านเป็นแม่หรือพ่อ ท่านรู้จักนิสัยลูกของท่านมาตั้งแต่พวกเขาเกิด  อาตมาคิดว่าท่านสามารถรู้ว่ามีหลายครั้งที่ถึงแม้ว่าพ่อแม่ไม่ได้สอนมากมาย ลูกสามารถเข้าใจงานอดิเรกของพวกเขาหรือสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำ ยกตัวอย่าง ตั้งแต่วัยเด็ก คนๆหนึ่งอาจจะชอบเบสบอลจริงๆ เด็กอีกคนหนึ่งอาจ จะสนใจรถยนต์ เด็กอีกคนหนึ่งอาจจะมีความผูกพันกับเครื่องบิน

ตามที่ท่านทราบกีฬาโอลิมปิคและพาราโอลิมปิคถูกจัดขึ้นที่ประเทศบราซิลในปีนี้ อาตมาคิดว่าหลายท่านได้ชมทางโทรทัศน์ นักกีฬาทุกคนพยายามสุดความสามารถเพื่อชนะการแข่งขัน หลายคนผ่านการฝึกฝนอย่างหนักเป็นเวลาหลายปีและหลายคนเริ่มต้นกีฬาของพวกเขาตั้งแต่เยาว์วัยตั้งแต่วัยเด็ก

อาตมาคิดว่านักกีฬาบางคนมีความถนัดด้านกีฬามาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว คนๆหนึ่งอาจจะถนัดว่ายน้ำแต่ไม่ใช่การวิ่ง อีกคนอาจจะถนัดยูโดแต่ไม่ใช่ปิงปอง อาตมาเชื่อว่ามันเป็นธรรมชาติสำหรับนักกีฬาบางคนที่เลือกกีฬาของตนมาตั้งแต่ต้น ดังนั้น พวกเขาสามารถทำมันได้ดีจริงๆจากความสามารถของพวกเขา

ถ้าอาตมาถามท่านว่าท่านคิดว่าทำไมคนๆหนึ่งจึงเลือกการว่ายน้ำเท่านั้นจากกีฬาจำนวนมากเหลือเกิน?  อาตมาคิดว่าบางท่านจะตอบว่า “นี่ต้องเป็นเหตุบังเอิญ” “เขาแค่ชอบมัน” หรือ “เขาแค่ทำตามคำแนะนำของพ่อแม่ของเขา”  อย่างไรก็ตาม คำสอนศาสนาพุทธเข้าใจว่ามีความเป็นไปได้ที่ปัจจัยของปรากฏการณ์นี้อยู่ในตัวเขาเอง (กรรมของเขา)

ไม่เพียงในกรณีของนักกีฬาคนนี้เท่านั้นแต่ในกรณีอื่นหลายกรณีด้วย ถ้าคนๆหนึ่งมีความ สามารถดีหรือแย่เป็นพิเศษตั้งแต่เยาว์วัยและมันเป็นธรรมชาติและดำเนินไปอย่างราบรื่น ตามคำสอนศาสนาพุทธ มีความเป็นไปได้ที่ปัจจัยของปรากฏการณ์นี้อยู่ในตัวเขาเองและมันมาจากอดีตชาติของเขา  ในศาสนาพุทธเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “จิคเขะ” บางทีบางท่านไม่เคยได้ยินคำ “จิคเขะ”มาก่อน

“จิคเขะ” (习气) คือส่วนหนึ่งของคำสอนเรื่องกรรมที่จะต่อเนื่องตลอด 3 ชาติของชีวิต  สามารถแปล “จิคเขะ” ว่าบุพอุปนิสัย (การกระทำเป็นประจำ) “การกระทำเป็นประจำ” นี้หมายถึงการกระทำที่ติดเป็นนิสัย ถ้าคนๆหนึ่งมี “บุพอุปนิสัย” หลังจากความตายของเขา เขาจะมีนิสัยเดิมในชาติหน้า

พระนาคารชุนอธิบายเกี่ยวกับ “บุพอุปนิสัย” (จิคเขะ) ดังต่อไปนี้:

“ยกตัวอย่าง น้ำหอมอยู่ในภาชนะ ถึงแม้ว่าคนๆหนึ่งเทน้ำหอมออกมา กลิ่นหอมของมันจะยังคงอยู่ในภาชนะนั้น” (ไดชิโด รน หน้า 2)

อาตมาจะอธิบายความหมายของข้อความนี้ด้วยตัวอย่างเรื่องการว่ายน้ำ ถ้านักว่ายน้ำคนหนึ่งฝึกฝนหนักทุกวันเพื่อการว่ายน้ำและเขาตายแต่เขาเกิดใหม่ในชาตินี้อีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นบุคคลเดิม เขาจะมีความสามารถคล้ายคลึงกับความสามารถในอดีตชาติของเขาเนื่องจากมันเป็นการกระทำที่ติดเป็นนิสัยของเขาในอดีตชาติ

จะเกิดปรากฏการณ์นี้ด้วยการกระทำด้านบวกและลบเป็นประจำ พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “หนี้บุญคุณ 4 ประการ”:

“เนื่องจากบุพอุปนิสัย (จิคขะ) แห่งกรรมชั่วซึ่งเหลืออยู่จากอดีตชาติยังไม่ถูกกำจัด และพวกเขายังมีแนวโน้มทำกรรมชั่ว 10 ประการหรือบาปแห่งอนันตริยกรรม 5” (ชินเพ็น หน้า 265)

ถ้าคนๆหนึ่งดูหมิ่นธรรมะอยู่เสมอและมันติดเป็นนิสัยในอดีตชาติของเขา ถึงแม้ว่าเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอดีตชาติของตน เขามักจะสร้างเหตุด้านลบในชาตินี้โดยการกระทำกรรมชั่ว 10 ประการหรือบาปแห่งอนันตริยกรรม 5 แบบเดียวกับสิ่งที่เขาทำในอดีตชาติ  นี่คือวัฏจักรด้านลบบนพื้นฐานของ “จิคเขะ”

ประเด็นสำคัญที่ว่าท่านสามารถเรียนรู้ดีขึ้นจากปรากฏการณ์นี้คือความพยายามด้านบวกที่ท่านกำลังทำตอนนี้ในชาตินี้จะเป็นรางวัลแม้แต่ในชาติหน้าและท่านไม่ควรมีการกระทำด้านลบเป็นประจำในชาตินี้

ในความหมายหนึ่ง ถ้าท่านสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวเสมอในชาตินี้ มีความเป็นไปได้ที่ท่านจะเป็นบุคคลที่สามารถสวดไดโมขุในชาติหน้า ดังนั้น ท่านอาจจะเข้าใจว่าการขัดเกลาชีวิตของท่านในชาตินี้เพื่อชาติหน้าของท่านสำคัญอย่างไร

ตอนนี้อาตมาเพิ่งจะกล่าวเกี่ยวกับ “จิคเขะ” แต่มีอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งพวกเราสามารถเข้าใจว่าปรากฏการณ์ที่จะปรากฏในชาติปัจจุบันบนพื้นฐานของการกระทำในอดีตชาติ หนึ่งในนั้นคือโรคกรรมที่ถูกสร้างในอดีตชาติ ผู้คนถามว่า “ทำไมทารกแรกเกิดที่น่ารักจึงไม่มีขา?” หรือ “ทำไมบางคนเป็นลูกของครอบครัวร่ำรวยแต่บางคนเป็นลูกของครอบครัวยากจน?” หรือ “ทำไมจึงมีความแตกต่างเมื่อคนๆหนึ่งเกิดบนโลกนี้?”

ถ้าคนๆหนึ่งสามารถเข้าใจกฎของเหตุและผลตลอด 3 ชาติของชีวิต เขาสามารถได้รับคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ พระสูตรแห่งรากฐานในการสังเกตจิตใจ (ชินจิคัน-เกียว) กล่าว:

“ถ้าท่านต้องการรู้เหตุซึ่งท่านสะสมในอดีตชาติของท่าน จงมองดูผลที่ปรากฏในปัจจุบัน และถ้าท่านต้องการรู้ผลที่จะปรากฏในอนาคต จงมองดูเหตุซึ่งท่านกำลังสะสมในปัจจุบัน”

(ชินเพ็น หน้า 571)

เนื่องจากผู้คนบนโลกนี้สร้างเหตุด้านบวกและลบที่ต่างกันในอดีตชาติของพวกเขา จะเกิดความแตกต่างเป็นปรากฏการณ์ในชาติปัจจุบันนี้

ถ้าคนๆหนึ่งเกิดในครอบครัวยากจน ไม่สามารถมีสถานะทางการเงินดีเป็นเวลาหลายปีและมีปัญหาการเงินอยู่เสมอ บุคคลนี้ไม่สามารถเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเขาจึงยากจนอยู่เสมอ แต่สามารถกล่าวได้ว่าเขาสร้างเหตุด้านลบในอดีตชาติของเขาด้วยวิธีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดูหมิ่นธรรมะ

ในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายจากซาโดะ” พระนิชิเร็น ไดโชนินอ้างข้อความจาก “มหาปรินิพ พานสูตร” (ฮัตสึนะอิอน-เคียว) และกล่าว:

“ผู้ที่มีความศรัทธาแรงกล้า เนื่องจากท่านทำบาปมากมายนับไม่ถ้วนและสะสมกรรมชั่วมากมายในอดีต ท่านต้องคาดหวังว่าจะประสบผลกรรมที่ท่านกระทำทุกประการ ท่านอาจจะถูกด่าว่า ลำบากเพราะมีรูปกายน่าเกลียด ขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหาร แสวงหาทรัพย์แต่ไร้ผล เกิดในครอบครัวยากจนหรือนับถือคำสอนที่ไม่ถูกต้อง หรือถูกบีฑาธรรมจากผู้ปกครองของท่าน (ชินเพ็น หน้า 582)

ถ้าตอนนี้คนๆหนึ่งเดือดร้อนจากปัญหาบางเรื่อง และถ้าเขาเข้าใจว่ายากที่จะเอาชนะปัญหานี้ประเด็นนี้เราสามารถกล่าวได้ว่าเหตุแห่งความทุกข์ของเขามาจากพฤติกรรมของเขาในอดีต หรือการกระทำของเขาในอดีตชาติของเขามีกรรมด้านลบทางการเงิน กรรมด้านลบด้านความสัมพันธ์และกรรมด้านลบแห่งความเจ็บป่วยและอื่นๆอีก

ในทางตรงข้าม มีกรณีของกรรมด้านบวก ถ้าท่านอยู่ในสภาพแวดล้อมดีและรู้สึกมีความสุขเสมอ กรรมด้านบวกนี้มาจากพฤติกรรมของท่านในอดีตหรือการกระทำของท่านในอดีตชาติของท่านเช่นกัน

เกี่ยวกับกรรมด้านบวก อาตมาอยากจะแทรกเรื่องราวในศาสนาพุทธเข้ามาซึ่งเรียกว่า “เรื่องของเจ้าหญิงเซ็นโกะ พระราชธิดาของพระเจ้าประเสนจิต”  เรื่องนี้พูดเกี่ยวกับหลักกรรมซึ่งคือเหตุและผล

กาลครั้งหนึ่ง มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งนามว่าประเสนจิต (Prasenajit)  พระองค์มีพระราชธิดานามว่าเซ็นโกะ (Zenko) เธอฉลาดและสวย พระราชบิดาและพระราชมารดาทะนุถนอมพระราชธิดาองค์นี้มากและทุกคนในปราสาทรักพระราชธิดา

วันหนึ่ง พระราชบิดาของเซ็นโกะ ได้บอกเธอว่า “ทุกคนในปราสาทรักเจ้าเนื่องมาจากอำนาจของพ่อ”  เซ็นโกะตอบพระราชบิดาว่า “ไม่ใช่เพคะ เนื่องมาจากอำนาจของหม่อมฉันต่างหาก  มันเป็นอำนาจกรรม  มิใช่อำนาจของเสด็จพ่อ”

พวกเขาเกิดการโต้ตอบในเรื่องนี้ 3 ครั้งแต่เซ็นโกะก็ตอบเช่นเดิมเสมอ ในที่สุด พระราชบิดาของเธอเกิดอารมณ์โกรธและพูดว่า “ตอนนี้ พ่อจะลองสักหน่อยเพื่อค้นหาคำตอบว่าเจ้ามีอำนาจกรรมจริงๆหรือไม่?”

กษัตริย์บัญชาให้ผู้ติดตามพระองค์หาชายคนหนึ่งที่ยากจนข้นแค้นและมีชีวิตเป็นขอทาน  ผู้ติด ตามเริ่มหาชายยากจนที่สุดในราชอาณาจักรนี้ทันที ในที่สุด พวกเขาพบคนที่ต้องการ  กษัตริย์ให้ชายยากจนนี้แต่งงานกับพระราชธิดา  ณ เวลานั้น กษัตริย์บอกพระราชธิดา “ถ้าเจ้าไม่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอำนาจของพ่อ แต่ยังเชื่อว่าเนื่องมาจากอำนาจกรรมของเจ้า ถ้าอย่างนั้น เจ้าต้องแสดงให้พ่อเห็นข้อพิสูจน์ที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป!”

เซ็นโกะตอบ “ใช่ หม่อมฉันทำได้ เนื่องจากหม่อมฉันมีอำนาจกรรม”  หลังจากนั้น เซ็นโกะและสามีของนางซึ่งเป็นชายยากจนก็ออกจากปราสาทไปด้วยกัน

เซ็นโกะถามสามีของนางว่า “พ่อแม่ของท่านเป็นอย่างไร?” สามีของนางตอบ “นานมาแล้ว พ่อของข้าเป็นอัครมหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี (เมืองหลวงของอาณาจักรโกศล)  ต่อมา เนื่องจากพ่อแม่ของข้าตาย ข้าจึงขาดผู้สนับสนุนและตอนนี้ดำเนินชีวิตเป็นชายยากจน”

เซ็นโกะถามสามีของนางอีกครั้งหนึ่ง “ท่านสามารถจำได้ไหมว่าบ้านของท่านเคยอยู่ที่ไหน?” สามีของนางตอบ “แน่นอน!  แต่บ้านเรือนของข้าและแม้แต่ผนังมันพังไปแล้ว  ตอนนี้เป็นแค่แปลงที่ดินว่างเปล่า”

เซ็นโกะและสามีของนางไปยังตำแหน่งที่เคยตั้งบ้านเรือนของเขา  พวกเขาเดินและมองไปรอบๆ หลังจากการก้าวเท้าของพวกเขา พื้นดินก็ทรุดลงและเผยให้เห็นทรัพย์สมบัติที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นดิน  ต่อมา พวกเขาสั่งช่างไม้หลายคนให้สร้างที่อยู่อาศัยหลังหนึ่งโดยใช้ทรัพย์สมบัติมากมายของพวกเขา

ภายใน 1 เดือน คฤหาสน์ของพวกเขาก็สร้างเสร็จ  พวกเขามีสาวใช้หญิงและนักแสดงหลายคนและคนรับใช้มากมายในคฤหาสน์ของพวกเขา

วันหนึ่ง พระเจ้าประเสนจิตคิดถึงพระราชธิดาเซ็นโกะและพูด “ชีวิตลูกสาวของฉันเป็นอย่างไรหนอ? หนึ่งในผู้ติดตามพระองค์ตอบ “ที่อยู่อาศัยและทรัพย์สมบัติของพวกเขาพอๆกับที่อยู่อาศัยและทรัพย์สมบัติของพระองค์ พะยะค่ะ”

กษัตริย์เข้าใจแล้วและพูด “คำพูดของพระพุทธะเป็นจริง (บุตสึ-โง จิบปือ โค) บุคคลหนึ่งได้รับผลของเขาจากพฤติกรรมดีหรือเลวของเขาเอง”

ในกรณีของเจ้าหญิงเซ็นโกะ เธอเข้าใจว่าทำไมเธอจึงร่ำรวยในขณะที่พระราชบิดาในตอนแรกไม่รู้เหตุผล แต่ด้วยประสบการณ์ของกษัตริย์ พระองค์สามารถรู้เหตุผลว่าทำไมพระราชธิดาจึงร่ำรวยก็เนื่องมาจากอำนาจกรรมด้านบวกของเธอ

พวกเราควรจะเข้าใจว่ามีปรากฏการณ์ที่พวกเราไม่สามารถอธิบายได้ถ้าไม่มีความเข้าใจเรื่องอดีตชาติและ 3 ชาติของชีวิต

ตอนนี้อาตมาเพิ่งจะกล่าวถึง “จิคเขะ” และ “กรรม”  ถึงแม้ว่าท่านไม่สามารถจำความทรงจำของอดีตชาติ ท่านอาจจะเข้าใจว่ามีปรากฏการณ์ที่จะปรากฏในชาติปัจจุบันบนพื้นฐานของกรรมนั่นคือการกระทำในอดีตชาติ

ต่อมา ขอให้พวกเราพิจารณาว่าทำไมกรรมของคนๆหนึ่งจะต่อเนื่องไปถึงชาติหน้าและทำไมพวกเราไม่สามารถจำความทรงจำของอดีตชาติ ในความหมายหนึ่ง ถ้าพวกเรามีความทรงจำเกี่ยวกับอดีตชาติ จะไม่มีใครสงสัยเกี่ยวกับ 3 ชาติของชีวิต

เวลาช่างผ่านไปเร็วจริง อาตมาจะต่อคำบรรยายว่าด้วยบทธรรมนิพนธ์ “การทำบุญแด่มันดะละแห่งเมียวโฮ” นี้ในคำบรรยายโอโกะครั้งหน้า อาตมาจะจบด้วยข้อความดังต่อไปนี้:

“มันจะเป็นตะเกียงในความมืดแห่งปรโลกและม้าดีเพื่อให้เธอขี่ข้ามภูเขาแห่งความตาย” 

ณ คำบรรยายครั้งหน้า อาตมาจะพูดตั้งแต่ทำไมกรรมของคนๆหนึ่งจะต่อเนื่องไปถึงชาติหน้าและทำไมพวกเราไม่สามารถจำความทรงจำของอดีตชาติ

สิ่งสำคัญมากสำหรับทุกคนคือเข้าใจ 3 ชาติของชีวิต

อดีตพระสังฆราชนิคเค่น โชนินมอบคำชี้นำแก่พวกเราดังต่อไปนี้:

“ชีวิตมีลักษณะทางที่ไม่สิ้นสุดของ 3 ชาติแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่อยู่เหนือความตายดังนั้น เมื่อพวกเราให้ความสนใจอย่างถูกต้องซึ่งครอบคลุม 3 ชาติ พวกเราจะได้รับมุมมองเรื่องชีวิตที่ถูกต้อง กว้างและลึกซึ้งอย่างแท้จริง สามารถเกิดสิ่งนี้ได้โดยการมีความเข้าใจทุกองค์ประกอบของชีวิต ตามคำสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนิน” (วารสารไดนิชิเร็น ฉบับ 611 หน้า 70)

เมื่อคนๆหนึ่งมีความเชื่อมั่นในเรื่อง 3 ชาติของชีวิต คนๆนั้นสามารถรู้ว่าศาสนาพุทธของพระนิชิเร็น ไดโชนินสำคัญอย่างไรและการสวดไดโมขุมีอานุภาพมากอย่างไร

พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “การบรรลุการรู้แจ้ง ณ ขั้นแรกของความศรัทธาด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร”:

“พระพุทธะทุกองค์แห่ง 3 ชาติ บรรลุพุทธภาวะเนื่องมาจากอักษร 5 ตัวแห่งเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว  อักษร 5 ตัว นี่คือเหตุผลที่ทำไมพระพุทธะแห่ง 3 ชาติจึงมาเกิดบนโลกนี้ มันคือธรรมมหัศจรรย์ที่ซึ่งมวลมนุษย์สามารถบรรลุหนทางพระพุทธะ” (ชินเพ็น หน้า 1321)

ขอให้พวกเราสวดไดโมขุต่อโกฮนซนให้มากและสนับสนุนผู้อื่นให้มาสวดไดโมขุร่วมกัน

อาตมาขอจบคำบรรยายของอาตมาด้วยคำอธิษฐานขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขต่อ เนื่องและการโคเซ็น-รุฝุในประเทศสิงคโปร์  ขอขอบคุณมาก!

            วารสารไคเมียว ฉบับที่ 86 ธันวาคม 2016 – มกราคม 2017 หน้า 21-26

 

  Oskar Sundqvist Womens Jersey