พลังต่อสู้กับโรคร้ายและปัญหาเรื่องลูก    

           เริ่มสวดมนต์เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2536 โดยการแนะนำจากคุณปราณี อรุณนิติธรรม

ประสบการณ์และบุญกุศลที่ตนเองได้รับ  ซึ่งแบ่งได้  3  เรื่องใหญ่ ๆ  คือ

  1. เรื่องสุขภาพของตนเอง  ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่  2  เมื่อปี  2549  

  2. เรื่องที่ลูกชาย  เป็นเด็กสมาธิสั้น  มีปัญหาเรื่องการเรียน  เรียนไม่เก่ง  เคยหยุดการ

  3. เรื่องหน้าที่การงาน ปัจจุบันเป็นข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษ (ระบบเดิมเทียบเท่าซี  8) 

 

           ดิฉันได้มาสวดมนต์นัมเมียวโฮเรงเงเคียว  โดยการแนะนำจากคุณปราณี อรุณนิติธรรม  เป็นเพื่อนสมัยเรียน ปวช.  โดยเพื่อนบอกว่าอยากแนะนำให้สวดมนต์แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าดีอย่างไร  ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง   เริ่มปฏิบัติเมื่อวันที่  5  มกราคม  2536   โดยส่วนตัวไม่มีความทุกข์หรือปัญหาอะไร  แต่สวดมนต์เนื่องจากเพื่อนแนะนำ  และดูจากพฤติกรรมของเพื่อนว่าเป็นคนดี  และเป็นสาเหตุหนึ่งเมื่อดิฉันปฏิบัติเข้มแข็งแล้ว ดิฉันจะระมัดระวังตัวเองมิให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้ใครมาว่าได้ว่าคนสวดมนต์แล้วยังมีนิสัยที่ไม่ดี  โดยในช่วงแรกที่ปฏิบัตินั้น  ดิฉันตั้งสถานที่บูชา แต่ยังไม่มีความเข้าใจก็จะสวดมนต์ไปอย่างนั้น  การสวดมนต์วาระก็ปฏิบัติบ้างไม่สม่ำเสมอ  ไม่ไปศึกษาธรรมะ  ไม่ชอบไปสมาคม  ไม่ชอบสถานที่คนเยอะ ๆ  แต่ดิฉันก็จะได้รับผลบุญมีชีวิตที่ไม่ลำบาก หน้าที่การงานก็ก้าวหน้าเสมือนมีผลบุญเกื้อหนุนตลอดเวลา 

              จนถึงปี 2543  คุณปราณี ไปเยี่ยมที่บ้านและแนะนำว่าการปฏิบัติของเราเหมือนไม่ก้าวหน้าควรจะรับศิลรับพระจะได้มีพระไว้บูชาการปฏิบัติของเราจะได้เข้มแข็ง   ซึ่งก็ตกลงรับศิลและรับพระ  เมื่อมีโงะโฮซนที่บ้านแล้ว  ดิฉันก็ยังปฏิบัติเหมือนเดิมคือสวดมนต์ทำวาระไม่สม่ำเสมอโดยให้ข้อแก้ตัวแก่ตนเองว่าสถานที่ทำงานไกลจากบ้าน  ซึ่งบ้านอยู่จังหวัดนนทบุรี   สถานที่ทำงานอยู่บางลำพู  แต่ก็อธิษฐานไว้ว่าเมื่อไรที่สถานที่ทำงานย้ายมาอยู่ใกล้บ้านดิฉันจะสวดมนต์ทำวาระเช้าเย็นมิให้ขาด   จนถึงปี  2546  สถานที่ทำงานก็ย้ายมาอยู่จังหวัดนนทบุรี  ก็เริ่มสวดมนต์อย่างจริงจัง  แต่ก็ไม่ได้ไปร่วมศึกษาธรรมะ  หรือสวดมนต์ที่สมาคม  ยังคงปฏิบัติอยู่ที่บ้าน  

             จนถึงปี  2549  ช่วงต้นปี  เริ่มมีปัญหาสุขภาพ  จะไม่สบายบ่อยมากไม่แข็งแรง  มีอยู่วันหนึ่ง คุณปราณีได้มาเยี่ยมที่บ้านก็เล่าให้เพื่อนฟังถึงปัญหาสุขภาพ  คุณปราณีก็แนะนำให้ออกมาศึกษาธรรมะที่สมาคม   ดิฉันก็เริ่มออกมาศึกษาธรรมะ และคุณปราณีบอกว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไรให้เราสวดมนต์ตลอดเวลา   ในเดือนถัดไปดิฉันไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล   โดยวันแรกที่ไปตรวจรู้สึกว่าหงุดหงิดคุณหมอมาก  พอถึงกำหนดวันที่ไปฟังผลการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลคุณหมอไปต่างประเทศ   จึงต้องไปฟังผลการตรวจกับคุณหมอท่านอื่น ซึ่งผลปรากฏว่าตนเองเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2   จึงได้แจ้งกับคุณหมอท่านใหม่ว่าประสงค์จะขอเปลี่ยนหมอ  ซึ่งคุณหมอท่านใหม่ก็รับปาก  และนัดให้มาพบใหม่ในสัปดาห์หน้าเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป  เมื่อถึงกำหนดวันนัดไปพบคุณหมอปรากฏว่าเป็นคุณหมอท่านแรก ซึ่งคราวนี้คุณหมอให้ความเมตตาต่อเรามากโดยท่านเป็นคุณหมอที่เชี่ยวชาญในการผ่าตัด หลังจากผ่านกระบวนการผ่าตัด ก็ต้องไปรับคีโม  โดยวันแรกที่ไปคีโมไปตั้งแต่เวลา 07.00 น. กว่าจะได้ตรวจเป็นเวลา  17.00 น.  โดยวันนั้นมีคนไข้แผนกนี้ประมาณ 300  คน  ดิฉันมีความรู้สึกเศร้าใจมากว่าคนไทยป่วยเป็นมะเร็งมากมายเหลือเกิน    ด้วยกุศลผลบุญได้พบกับคุณหมอด้านคีโมที่เก่งมาก  (สาเหตุที่มั่นใจว่าเป็นคุณหมอที่เก่งเพราะคุณหมอด้านอื่น ๆที่รู้จักจะแนะนำว่าควรจะรักษากับคุณหมอท่านนี้) 

              ด้วยความเมตตาของโงะฮนซนดิฉันเป็นคนป่วยที่รับคีโมแล้วไม่แพ้แต่ดิฉันก็ไม่ประมาทจะพักผ่อนประมาณ  3  วันแล้วจะกลับไปทำงานได้ตามปกติ  พร้อมทั้งเตรียมร่างกายให้แข็งแรงสามารถรับคีโมได้ตามโปรแกรมที่คุณหมอกำหนดไว้ทุกเข็ม   หลังจากนั้นก็ไปรับการฉายแสงซึ่งในตอนแรกก็ระบุชื่อคุณหมอที่ต้องการรักษา  แต่คุณหมอที่ระบุชื่อท่านเกษียณอายุราชการจะมาทำงานสัปดาห์ละ  1  วัน   ดิฉันก็นึกขึ้นได้ว่าเราเป็นคนที่สวดมนต์  ธรรมบาลเทวะจะเมตตาคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจะเอื้ออำนวยกับเราเสมอเราไม่จำเป็นต้องระบุหมอ  ซึ่งในความเป็นจริงเราก็ได้พบคุณหมอที่เก่งมากมาแล้ว 2  แผนก  จึงตัดสินใจบอกกับพยาบาลว่าไม่ระบุคุณหมอ  คุณพยาบาลก็ส่งเราไปพบคุณหมอฉายแสงท่านหนึ่งต่อมาภายหลังเราสัมผัสได้ว่าท่านเป็นคนที่เก่งมาก มีความเมตตาสูงมากใส่ใจคนไข้   ท่านได้ส่งเราไปตรวจสแกนกระดูก  ตรวจอัลตร้าซาวด์ท้องปรากฏว่าปกติ   ซึ่งในช่วงการฉายแสงจำนวน  30  ครั้ง  ดิฉันต้องไปโรงพยาบาลทุกวัน  และได้พบกับคุณหมออีกท่านหนึ่งได้มาชวนให้เป็นคนไข้ในโครงการฉายแสง 3  มิติของโรงพยาบาล   ดิฉันมาคิดว่าเมื่อเราป่วยเช่นนี้ หากเราจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าหาวิธีการรักษาคนไข้ให้ได้ผลยิ่งขึ้นก็จะดี  จึงตอบรับเป็นคนไข้ในโครงการดังกล่าว  ซึ่งโครงการนี้จะรับคนไข้ฉายแสง  3  มิติ  จำนวน  5  คน  และฉายแสง 5  ครั้ง  ดิฉันเป็นคนไข้คนที่สอง  ในระหว่างที่เข้ารับการรักษาแบบฉายแสง  3  มิตินั้น  ทำให้ดิฉันได้พบคนไข้ที่ป่วยหนัก ๆ เช่น  เด็กผู้ชายอายุประมาณ 10  ขวบ  ป่วยเป็นมะเร็งโพรงจมูก  หรือเด็กผู้ชายอีกคนอายุประมาณ  7  ขวบป่วยเป็นมะเร็งที่ตาต้องฉายแสงแล้วควักตาออกมาหนึ่งข้างเพื่อป้องกันมิให้ตาบอดทั้ง 2  ข้าง  ดิฉันได้ไปถามคุณหมอว่ามีอวัยวะใดที่จะไม่เป็นมะเร็งบ้าง  คุณหมอตอบว่ามีขนและเล็บเท่านั้นที่ไม่มีโอกาสเป็นมะเร็ง  นอกนั้นทุกอวัยวะมีโอกาสเป็นมะเร็งทั้งสิ้น  เมื่อดิฉันผ่านพ้นกระบวนการรักษาและมาคิดย้อนหลังก็รู้สึกว่าได้รับบุญกุศลมากมายในขณะที่เพื่อนสนิทที่เข้ารับการรักษาพร้อมกันและป่วยเป็นระยะที่ 1  ได้ตายจากไป

              จากการปฏิบัติและสังเกต  จะพบว่าเมื่อเราประสบปัญหาชีวิต (ชะตากรรม)  และเมื่อชะตากรรมปรากฏออกมาจะทยอยมาเป็นคลื่น  ซึ่งดิฉันก็เตรียมพร้อมหลังผ่านพ้นปัญหาสุขภาพ  ปัญหาต่อมาคือลูกชาย ดิฉันมีลูกชาย 1  คนในขณะปี 2550  เขามีอายุ  17  ปี เรียน ปวช. ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีสถานที่ฝึกงานมากมาย  และดิฉันคิดเองว่าเหมาะสำหรับเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง  ไม่ชอบอ่านหนังสือ  โดยจะมีช่วงเวลาการฝึกงานที่ค่อนข้างยาวนาน  เพื่อให้เด็กได้ฝึกวิชาชีพ  ในช่วงที่ป่วยหนักนั้น  ลูกก็เริ่มเกเรไม่ไปโรงเรียนหนีเรียน  ออกจากบ้านทุกวันไปเรียนหนังสือแต่ไปไม่ถึงโรงเรียน  โดยหนีโรงเรียนไปเล่นเกมส์  จนถึงปลายภาคเรียนทางโรงเรียนก็แจ้งให้ทราบว่าลูกไม่ได้เข้าเรียนจนไม่มีสิทธิ์สอบไล่  ดิฉันได้ไปติดต่อทางโรงเรียนและอาจารย์ก็ให้โอกาสโดยลูกสามารถเปลี่ยนสาขาวิชาเรียนใหม่  และให้กลับมาฝึกงานและจะจบช้ากว่าเพื่อน ๆ 1 เทอม แต่ลูกก็ยืนยันที่จะไม่ยอมไปเรียนหนังสือ  ผลสุดท้ายลูกก็อยู่บ้านเฉย ๆ   เมื่อตนเองมาทบทวนก็เป็นความผิดของแม่  ด้วยคิดเองว่าลูกเป็นเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง จึงควรเรียนวิชาชีพและเลือกโรงเรียนที่เน้นการฝึกวิชาชีพไม่ต้องเข้าเรียนมากนัก  ในขณะที่เราเลี้ยงลูกแบบคุณหนูไม่เคยให้ทำงานอะไร  เมื่อเค้าต้องมาฝึกงานในโรงงานเค้าจึงทนไม่ได้   ดิฉันจึงจำใจต้องปล่อยให้ลูกอยู่บ้านเฉยให้เค้าได้มีเวลาทบทวนตัวเอง   ในขณะนั้นดิฉันสวดมนต์ขอกับพระทุกวันขอให้ลูกกลับไปเรียนหนังสือ  พร้อมกับถามโงะฮนซนว่าท่านรู้ใหมว่าเรามีความทุกข์มากขนาดใหน  และความทุกข์ที่เราได้รับเพียงพอหรือยัง   พร้อมกับนั้นก็ได้ถามอาจารย์ผู้สอนธรรมะว่าคนที่สวดมนต์จะต้องพบกับอุปสรรค 3  มาร  4   โงะฮนซนท่านรู้ไหมว่าความทุกข์ที่เราได้รับนั้นหนักหนาเพียงใด  ซึ่งอาจารย์ก็ตอบว่า  โงะฮนซนท่านรู้  แต่ความทุกข์ที่เราได้รับนั้นจะไม่เกินความกำลังความสามารถของเราที่จะรับได้  เพียงแต่ให้เราต้องไม่ท้อต้องมุ่งมั่นสวดมนต์   เมื่อเวลาผ่านไปก็พูดคุยกับลูกให้กลับไปหาอะไรเรียนเพื่อจะเลี้ยงตัวได้ในอนาคต   ซึ่งลูกก็ขอเรียนช่างกล  ในช่วงปี  2551  เป็นช่วงที่เด็กช่างกลตีกันมากเหลือเกิน  ทำให้ดิฉันกลัวและไม่อนุญาตให้ลูกเรียน  ลูกก็โกรธแต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ  2  เดือน  เพื่อนสนิทของลูกที่ไปเรียนช่างกล  ไปร่วมงานรับน้องและเกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิตทำให้เค้าเข้าใจว่าที่แม่ไม่ให้ไปเรียนเพราะเหตุผลอะไร  ต่อมาเค้าก็ขออนุญาตไปเรียนตีกลองที่เคพีเอ็น  ซึ่งการเรียนที่นี่ทำให้เค้าได้เห็นสังคมที่กว้างขึ้นและได้คิด จึงขอกลับไปเรียน ม. 4  ต่อ  แต่เนื่องจากเค้าโตมากแล้ว  จึงขอกลับไปเรียน กศน. (การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย)  เมื่อไปสมัครเรียน   และไปเรียนวันแรกก็กลับมาบอกว่าได้พบคุณครูท่านหนึ่งแนะนำให้เปลี่ยนสถานที่เรียน เค้าก็เปลี่ยนสถานที่เรียนตามที่คุณครูแนะนำ  ในเวลา 1 ปีครึ่งเค้าก็เรียนจบชั้น ม. 6  ด้วยเกรดเฉลี่ย  2.59  ซึ่งเค้าดีใจมากจากเด็กที่เรียนได้เกรด 1 กว่า ๆ  สามารถเรียนจบได้เกรด 2 กว่า ๆ  ปัจจุบันเรียนอยู่ปี  4  มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งมีผลการเรียนประมาณเกรด  3  

            จากการที่ลูกกลับไปเรียน ม. 4  และพบกับคุณครูท่านนั้นและแนะนำให้เปลี่ยนสถานที่เรียน  เป็นความเมตตาของพระพุทธะ  เพราะถ้าเค้าไม่เปลี่ยนสถานที่เรียนโอกาสที่จะเรียบจบก็ยาก  เนื่องจากสถานที่แห่งแรกเป็นสถานที่ที่เด็กที่เรียนไม่จบมาสมัครเรียนจำนวนมากจะอยู่ในวัยเดียวกันอายุประมาณ 17 – 18 ปี เมื่อเค้าได้เปลี่ยนที่เรียนแห่งใหม่ทำให้เค้าต้องไปเรียนกับผู้ใหญ่ที่ทำงานแล้ว   ซึ่งมีเด็กรุ่นเดียวกับเค้า 1  คน รวมกับตัวเค้ามีเด็กเพียง  2  คนเท่านั้น  ซึ่งทำให้เด็ก  2  คนนี้จะต้องเป็นหลักในการจัดทำรายงานต่าง ๆ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้เค้าได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์  เมื่อไปเรียนมหาวิทยาลัยจึงสามารถเรียนได้ดี

            จากวันที่รู้จักโงะฮนซนเมื่อวันที่  5  มกราคม  2536  และเริ่มปฏิบัติอย่างจริงจังในปี  2549  เป็นต้นมา  ดิฉันได้สัมผัสว่าได้รับกุศลผลบุญมากมายโดยเฉพาะในเรื่องหน้าที่การงาน  เนื่องจากในวัยเด็กครอบครัวมีฐานะยากจนทำให้เรียนหนังสือไม่จบชั้นป. 4  ต้องออกมาทำงานช่วยแม่  จนอายุ  15  ปี  จึงไปสอบเทียบป. 4  และเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ตลอด  จนจบ ม.ศ. 3   ไปเรียน ปวช.  ปวส. และปริญญาตรีภาคค่ำ  ดิฉันนั้นมีสังคมค่อนข้างแคบจะไม่รู้เรื่องการสมัครสอบเข้ารับราชการ  แต่ในปี พ.ศ.2537   มีเพื่อนคนหนึ่งเค้าซื้อใบสมัครสอบเข้ารับราชการมาเผื่อให้  1  ชุด และแนะนำให้สมัครเข้ารับราชการดิฉันนั้นไม่ค่อยสนใจแต่เกรงใจเพื่อนจึงไปสมัครในวันสุดท้าย เมื่อดิฉันไปสอบปรากฏว่าสอบได้ และได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในปี 2538  ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีของชีวิตเนื่องจากในปี 2540  ประเทศไทยเกิดเหตุวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง  ทำให้ภาคเอกชนต่าง ๆต้องให้พนักงานออก  แต่ดิฉันเป็นข้าราชการจึงไม่ได้ผลกระทบดังกล่าว ปัจจุบันเป็นข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษ  (ระบบเดิมเทียบเท่าซี  8) ด้วยพื้นฐานความรู้ที่ไม่ได้เรียนหนังสือภาคปกติ  ต้องเรียนแบบการศึกษาผู้ใหญ่  และไปสอบเทียบ  เมื่อดิฉันมายืนอยู่ ณ จุดนี้ เป็นความเมตตาของพระพุทธะที่มอบให้แก่ดิฉัน

@Copyright 2019 Thailand Buddhist Nichiren Shosho Association