“ทำไมต้องมาศรัทธา”

                 กระผม นายมหัศจรรย์ ศิริพัฒนเวทย์ ผมเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ มาวันหนึ่งอยากจะไปส่งคุณแม่ไปปฏิบัติธรรมที่วงเวียน 22 ก.ค. บ้านสมาชิกอาวุโสท่านหนึ่ง พอไปถึงก็มีแม่คุณเปียชื่ออาม่า เบ้กิมเอี้ยะ หน้าตาดูมีราศีดี มาต้อนรับ และพูดกับผมว่า อาหนูเข้ามาฟังธรรมะนะ ดีมากๆ ผมก็ปฎิเสธอาม่าว่า ครับๆขอบคุณครับ ผมก็ขับรถไปจอดแถววงเวียน 22 ก.ค.พอถึงเวลา 20.30 ผมก็ค่อยขับรถมารับคุณแม่(วันปฎิบัติธรรมวันพุธเริ่ม 19.00น.-20.30น.วันนั้นประมาณเดือน ก.ย.2524เป็นครั้งแรก พอมาพุธถัดมา ผมก็มาส่งคุณแม่มาปฏิบัติธรรมอีกก็จะถูกอาม่าคนนี้เรียกให้ไปฟังธรรมอีก ผมก็ปฎิเสธอีก ถึงเวลาก็มารับแม่กลับบ้าน ครั้งที่ 3 ก็เรียกอีกผมปฎิเสธอีก ครั้งที่ 4 ก็ปฎิเสธอีกและมีความคิดว่าทำไมอาม่ายังทน ไม่ย่อท้อในการเรียกให้ผมฟังธรรมะ ผมเริ่มละอายใจ เกรงใจ  

                พอสุดท้ายครั้งที่ 5 ผมก็ยอมขึ้นไปฟังธรรมะเพราะเกรงใจ อาม่าเรียกผมถึง 5 ครั้ง ผมไปนั่งข้างหลังสุด ผมเห็นผู้คนมากมายมานั่งฟังธรรมะและสวดมนต์ เสร็จแล้วก็มีการเล่าประสบการณ์ คนที่ 1 เล่าเสร็จก็มีเสียงปรบมือกันดังสนั่น ผมได้ฟังแล้วผมปฎิเสธในใจว่า พวกนี้เป็นหน้าม้าแน่เลย เพราะเสียงสวดมนต์เป็นเสียงญี่ปุ่น ผมคิดต่อว่า ญี่ปุ่นเคยแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว ญี่ปุ่นเป็นคนโหดร้ายมาก เพราะผมเป็นคนเชื้อสายจีน สัญชาติไทย(พี่ชายเป็นคนจีนแท้เลย เล่าให้ผมฟังว่า ทหารญี่ปุ่นโหดร้ายมาก จับเด็กเล็กๆโยนขึ้นอากาศแล้วเอาหอกแทงสวนอย่างทารุณ ทำให้ผมเกลียดญี่ปุ่นมาก เกลียดอยู่ในใจเสมอ พอคนที่ 2 มาเล่าประสบการณ์เสร็จ ส่งเสียงปรบมือดังอีกแล้ว ผมก็นึกคิดอีกว่าพวกนี้เป็นหน้าม้าอีกเช่นกัน ผมไม่เชื่อ ผมต้านอย่างเดียว ใครจะเชื่อก็เชื่อไป(ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา) ต่อไปก็มีการบรรยายธรรม เสร็จก็คนปรบมือให้อีกแล้ว มีผู้อาวุโสเป็นคนสรุปการประชุมและได้พูดตอนท้ายว่า “ผู้ใดสวดนำเมียวโฮเร็งเงเคียว อธิษฐานขออะไรไม่ได้ย่อมเป็นไปไม่ได้” ผมได้ยินดังนั้น ผมโกรธเขามาก ผมคิดในใจต่อว่า พวกนี้ถูกล้างสมองแล้ว! ผมโกรธอย่างมาก อยากจะไปชกหน้าผู้สรุปธรรรมะขณะนั้น แต่คิดอีกทีว่าพวกเขามีเยอะ ผมก็สู้เขาไม่ได้ อันตรายต่อเราเอง ก็เลยตั้งปฎิญาณในขณะนั้นว่า ผมจะไม่ขอมาเหยียบ ณ ที่นี้อีกต่อไป ผมก็ไม่มาจริงๆ และคิดว่า จะไม่ไปส่งคุณแม่ที่จะไปปฎิบัติที่นี่อีกต่อไป  และก็ไม่ไปส่งแม่อีกเลย แต่คุณแม่เค้าก็ไปปฏิบัติธรรมเองโดยไม่ง้อผมเช่นกัน ผมก็ไม่ได้ไปบ้านนั้นอีกนาน! 

                 มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น คือ คุณพ่อของผมลื่นล้มในห้องน้ำ หัวฝาดพื้นสลบไม่รู้ตัว ผมก็ส่งไปที่โรงพยาบาลจุฬา ขณะนั้นก็เข้าห้อง ICU หลายวันก็ยังไม่รู้สึกตัว แต่อาการกลับทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ มีอาการดังนี้

1. อาหารเข้าปากไม่ได้ ต้องเจาะคอเพื่อส่งท่อลงไปในกระเพาะอาหาร

2. หายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจน

3. หัวใจ ก็ต้องมีเครื่องช่วยทำให้หัวใจทำงานดีขึ้น “ปั๊มหัวใจ”

4. ตาไม่ลืม หนังยานย่น

5. ให้ยาก็ต้องฉีดเข้าเส้นเลือดจนเส้นเลือดเหือดแห้ง

6. ให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดจนเส้นเลือดเหือดแห้ง

7. เนื้อแทบไม่มี เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หนังยานเหี่ยว

8. นอนท่าเดียว อบร้อน มีแผลที่หลัง เน่าเปื่อย เป็นวงกว้างใหญ่(ก้นกบ)

                  สภาพขณะนี้ผมรู้สึกสงสารคุณพ่อมาก เหมือนท่านตกนรกทั้งเป็น ต้องมาทรมาน อยู่มาวันหนึ่งคุณหมอเจ้าของคนไข้คุณพ่อของผม มาบอกกับผมว่า ไม่ต้องเอาอะไรมาให้คุณพ่อของคุณแล้วนะ เพราะะคุณหมอหมดทางรักษาแล้ว บอกต่อว่าไม่เกินวันอาทิตย์นี้    วันนั้นเป็นตอนเย็นวันศุกร์ ผมยิ่งเศร้าใจมาก  มาคิดว่า ชีวิตนี้ท่านเลี้ยงเรามาโตขนาดนี้ ผมยังไม่เคยตอบแทนพระคุณท่านเลย(ขณะนั้นผมอายุ29ปี) ผมนึกอย่างเดียวว่า ผมอยากตอบแทนพระคุณท่านให้ได้ พอหมอบอกว่าไม่มีทางช่วย(หมอเป็นทางวิทยาศาสตร์ ช่วยไม่ได้) ผมจะไปหาทางไสยศาสตร์ช่วย

                      เช้าวันเสาร์ผมขับรถไปที่วัด มีพระสงฆ์ชาวเขมรมีฉายาว่าเก่งมาก สามารถช่วยคนได้มากมาย ผมเข้าไปในกุฎิท่าน เพื่อขอความช่วยเหลือ ท่านชื่อหลวงตา สวัสดิ์ วัดภาษี เอกมัย23 ผมยังไม่ทันพูดออกมาเลย ท่านก็พูดว่าโยมพ่อของโยมหมดอายุไขแล้ว(ท่านปฏิเสธการช่วย) ผมก็เสียใจมากอีก ผมก็นึกคิดว่ายังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนช่วยพ่อผม ให้หายได้ผมจะมานับถือขอเป็นลูกศิษย์ตลอดไป ผมก็ไปหาพระจีนที่คลองเตย ฉายาเขาว่า ”แป๊ะม่า” เขากำลังทำพิธีให้ผู้คนจำนวนมาก พอสุดท้ายผมเข้าไปจะให้เค้าช่วย  เขาตอบปฏิเสธว่า คุณพ่อผมหมดอายุไขแล้ว ผมก็เศร้าเสียใจอย่างมาก ที่ไหนที่ไหนก็ไม่มีใครช่วยได้ จนกระทั่ถึงวันอาทิตย์ตามที่หมอลงความเห็นแล้วว่า พ่อของผมรอดไม่เกินวันอาทิตย์ ผมก็คิดดูแล้วไม่มีใครช่วยได้เลย  แต่นึกขึ้นได้ว่าผู้อาวุโสเคยสรุปธรรมวันนั้นว่า “ผู้ใดสวดมนต์นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวแล้ว อธิษฐานขออะไรไม่ได้ย่อมเป็นไปไม่ได้” ขณะนั้นผมรู้สึกเหมือนจนตรอก ไม่มีใครช่วยได้แล้ว ผมอยากจะตอบแทนพระคุณท่านให้จงได้ ก็ตั้งใจอยากจะสวดมนต์นี้ ช่วยคุณพ่อให้จงได้ ผมเข้าห้องพระไม่ให้ใครเห็น ผมเข้าห้องพระแล้วปิดประตูใส่กลอน แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าพระธรรมนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่จริง ต้องช่วยให้พ่อผมหายได้ กินได้ รู้สึกตัวได้ กลับบ้านได้ แล้วผมจะมานับถือพระธรรมนี้ตลอดชีวิต และจะสวดมนต์เช้า 5 วาระ เย็น 3 วาระตลอดไป ผมเริ่มอ่านคัมภีร์อย่างตั้งใจ 5 วาระ อ่านออกมาทีละตัวอักษรไม่ให้ผิดอย่างช้าๆ และตั้งใจ! จบ 5 วาระก็สวดไดโมขุต่อ รวมเวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง ขณะที่ผมสวดผมตั้งใจอย่างมาก ไม่ขยับขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผมทำได้อย่างไรก็ไม่รู้ พอสวดมนต์เสร็จ ปรากฏว่าครึ่งตัวท่อนล่างของผมเหมือนหินทั้งแท่ง ขยับไม่ได้ ขา เท้า แข็งหมด ผมต้องทุบขาครึ่งชม. ถึงจะหายเป็นปกติ! 

                 ผมเอาน้ำที่ถวายต่อสิ่งสักการบูชา (ขอน้ำทิพย์นี้ไปให้พ่อ ดื่ม ทา เช็ด) ผมไปที่ห้องICUอย่างมุ่งมั่นจะต้องช่วยคุณพ่อให้ได้  ผมได้ทำความสะอาดเช็ดตัวให้คุณพ่อทั่วตัว พอจับท่านเอี้ยวคว่ำตัว ก็มีความรู้สึกสงสารท่านมาก คือหลังเน่าเป็นวงกว้าง! พอทำความสะอาดเสร็จ แล้วก็นวดพร้อมกับสวดมนต์ นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว แบบมีเสียงไม่อายใครแล้วเพราะอยากให้พ่อหาย สวดตลอดเวลาจนหมดเวลาเยี่ยมพ่อวันนั้น ผมได้เห็นนิ้วก้อยทั้ง 2 ข้างกระดิก ทำให้ผมประหลาดใจนิดหน่อย  กลับไปบ้านก็สวดมนต์เย็น 3 วาระด้วยความยากเย็นแสนเข็ญด้วยความตั้งใจจนเสร็จ ท่อนล่างก็แข็งเหมือนหินอีก ก็ต้องอดทนเพื่อตอบแทนพระคุณพ่อ ไม่ว่าผมจะเป็นอย่างไรก็ต้องทำให้ได้ ลุ้นกันอยู่ว่าจะพ้นอันตรายไหม วันจันทร์ก็สวดเหมือนเดิม 2 ชม.ครึ่ง สวดอย่างตั้งใจว่าเหมือนวันแรก แล้วผมซื้อผงร่มชูชีพไปด้วย  ที่หลัง ก้นกบเน่า ผมจึงใช้แอลกอฮอล์ล้าง ล้างเสร็จเอาผงนี้ใส่เพราะผงร่มชูชีพดีมาก ทำให้แผลแห้งหายเร็ว วันที่ 2 ทำความสะอาดให้พ่อเสร็จ ก็ปรากฏว่าเห็นสิ่งที่ประหลาด คือสิบนิ้วมือของพ่อกระดิกได้หมด ผมรู้สึกว่าพระธรรมนี้จะช่วยพ่อผมได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นผมจึงมีกำลังใจ ตั้งใจสวดด้วยความยากลำบาก วันที่ 3 ท่านลืมตาได้ วันที่ 4 ท่านเอาสายยางส่งอาหารออก แต่ละวันก็มีสิ่งดีๆให้เห็น ท่านเอาตัวเครื่องช่วยหายใจออก เอาเครื่องปั๊มหัวใจออก เริ่มดีวัน ดีคืน ผมถามหมอว่า หมอครับ หมอให้ยาอะไรกับพ่อผม รู้สึกว่าพ่อของผมดีขึ้น หมอไม่มีคำตอบให้เพราะว่า ท่านบอกว่าไม่รอดแล้ว กลับคำพูดก็ไม่ได้เพราะว่าพยาบาลและหมอก็ได้ยินผมสวดมนต์ให้คุณพ่อผม เขาก็คงจะรู้สึกได้ว่าเสียงสวดมนต์นี้ช่วยให้พ่อผมดีขึ้น อยู่มาอีก 2-3 วัน หมอก็เอาคุณพ่อผมไปห้องอายุรศาสตร์  ถัดมาไม่กี่วันหมอก็บอกกับผมว่า หนูพาคุณพ่อไปพักผ่อนที่บ้านได้แล้วนะ ตอนนี้หมอตรวจไม่เจอโรคแล้ว ผมดีใจมากที่ได้ยินหมอพูดเช่นนั้น หลังจากนั้น พ่อผมกินได้ เดินได้ รู้สึกตัว ผมก็สัญญาว่าจะสวดมนต์ 5วาระ 3วาระ ตลอดชีวิต ผมคิดต่อว่า ขนาดชีวิตยังขอได้ เรื่องอื่นๆย่อมขอได้อย่างแน่นอน

​               การตายทุกคนก็ต้องเจอ หนีไม่พ้น แต่ถ้าตายในขณะที่เป็นโรคมากมายในตัว ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส  เหมือนอยู่ในนรกอเวจี ตายไปก็ต้องลงนรก มืดมนมองไม่เห็นทาง ต้องทนทุกข์ทรมานอีกมากมาย แต่นี้ซิ ท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บจนหมดสิ้น เพราะอานุภาพของพระธรรมนี้อย่างแน่นอน  ผมได้ตอบแทนพระคุณของคุณพ่อแล้ว ผมก็มีความสุขและตั้งปฎิญาณว่า จะสวดมนต์ 5 วาระเช้า เย็น 3 วาระนี้ไปตลอดชีวิตนิรันดร์ ผมได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2524 จนถึงทุกวันนี้ และจนกว่าชีวิตจะหาไม่ครับ

   ​          ประสบการณ์นี้เป็นเรื่องแรก เป็นเรื่องใหญ่ที่ได้ประสบมาทำให้ผมได้ปฏิบัติศรัทธามาตลอด และขอขอบพระคุณต่อผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่ทำให้ผมได้เข้ามาปฏิบัติจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องขอบพระคุณอย่างใหญ่หลวงต่อ

1. ไดโงะฮนซน 

2. โงะฮนซนที่บ้านมรดกจากแม่

3. พระธรรม นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว

4. พระนิชิเร็นไดโชนิน พระพุทธแท้ดั้งเดิมจนถึงสมัยนี้

5. พระพุทธะทุกๆพระองค์

 

ขอขอบคุณ

 มหัศจรรย์ ศิริพัฒนเวทย์

@Copyright 2019 Thailand Buddhist Nichiren Shosho Association