“ชีวิตราบรื่นยิ่งขึ้นเมื่อได้สวดมนต์”

            ผมเป็นสมาชิกยุวชนอายุ 20ปี  สำหรับประสบการณ์ของผมนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้องแม่ เพราะตอนที่คุณแม่ผมท้อง ท่านก็เริ่มนับถือและสวดมนต์แล้ว และจากนั้นพอผมอายุได้ประมาณ 2-3 เดือน คุณพ่อและคุณแม่ก็พาผมไปรับศีลซึ่งตอนนั้นผมยังจำความไม่ได้เลย คุณแม่เล่าให้ผมฟัง  จากนั้นในวัยเด็กผมก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับหลักธรรมะตรงนี้ มีแต่สงสัยว่า ทำไมแม่ต้องสวดมนต์เช้าเย็นทุกวัน ทำไมต้องไปสมาคม ทำไมต้องไปเยี่ยมสมาชิก พอผมโตขึ้นอีกระยะหนึ่งคุณแม่ก็เริ่มให้ผมฝึกสวดคัมภีร์ ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกว่ายากมากๆ ชีวิตนี้ผมจะสวดได้ไหมเนี่ย แต่พอผมฝึกไปเรื่อยๆ 1 ปี 2 ปี ผ่านไปผมรู้ตัวอีกทีผมก็สามารถสวดคัมภีร์ได้แล้ว แต่สำหรับเรื่องของหลักธรรมบอกตามตรงตอนนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจ ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากชีวิตของผมนั้นเต็มไปด้วยความสุขสบายในวัยเด็ก เรื่องการเรียนก็ดูจะไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมเท่าไหร่ ฐานะที่บ้านก็ไม่ได้ลำบากอะไร และด้วยความที่วัยเด็กผมไม่ค่อยจะออกไปไหน ถ้าจะไปก็มีแต่ไปกับพ่อแม่ ไปกับเพื่อนนี้นับครั้งได้เลย เวลาส่วนใหญ่ที่ใช้คือเล่นเกมอยู่บ้าน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมไม่เห็นความสำคัญของการสวดมนต์ การฟังธรรมะ ในตอนนั้นผมคิดแต่ว่าทุกวันนี้ชีวิตผมก็สุขสบายดีอยู่แล้ว ไม่ต้องลำบากดิ้นรนอะไร แล้วผมจะสวดมนต์ไปเพื่ออะไร ผมอยากได้อะไรผมก็ได้ ผมอยากมีอะไรผมก็มี อยากกินอาหารอร่อยก็ได้กิน อยากเล่นเกมก็ได้เล่น ในวัยตอนนั้นผมคิดแค่ว่าชีวิตผมได้แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว

           แต่แล้วความคิดผมก็เริ่มเปลี่ยนไป ตอนนั้นผมพึ่งจบ ม.3 กำลังจะขึ้น ม.4 สิ่งที่ตามมาตอนผมขึ้น ม.4 ผมต้องเรียน ร.ด. เป็นอะไรที่สร้างความลำบากใจให้ผมมาก เนื่องจากเสียงเล่าลือของผู้คนที่ไปเรียนมา หนึ่งในนั้นคือพี่ชายผมเอง พอผมได้ฟังประสบการณ์การเรียน ร.ด. ของเค้าแล้วผมแทบนอนไม่หลับ รู้สึกกระวนกระวาย รู้สึกว่าชีวิตที่แสนสุขสบาย ชีวิตที่ผมมีความสุขนั้นกำลังจะหมดไป แต่อย่างไรก็ตามการจะเรียน ร.ด.นั้นไม่ใช่ว่าอยากจะเรียนก็เรียนได้ ผมจำเป็นต้องผ่านการทดสอบร่างกายก่อน ซึ่งบอกตามตรงชีวิตวัยเด็กผมแทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย อย่างที่บอกส่วนใหญ่ใช้เวลาหมดไปกับการเล่นเกม จึงเป็นเรื่องที่ผมหนักใจอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ก่อนที่จะมีการทดสอบร่างกายประมาณ 1 เดือนกว่าๆ ผมก็เริ่มซ้อมโดยซ้อมท่าที่ใช้ในการทดสอบนั้นคือ วิดพื้น ชิตอัพ และก็วิ่ง การเตรียมตัวของผมนั้นดูจะเป็นไปด้วยดีสำหรับ วิดพื้น และ ชิดอัพแต่ส่วนของการวิ่งผมไม่มั่นใจมาก แต่หลายคนที่เรียนมาแล้วเค้าบอกว่าสอบไม่ผ่านยังไงโรงเรียนก็มีเส้น ยังไงก็ได้เรียน ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อย จนกระทั้งวันที่ผมต้องไปทดสอบก็มาถึง ผมจำได้เช้าวันนั้นคุณแม่บังคับให้ผมสวดมนต์ก่อนไปและให้อธิษฐานขอโกฮนซนให้การสอบผ่านไปด้วยดี

           ผมเดินทางไปที่ศูนย์การกำลังสำรอง ด้วยความตื่นเต้น พอเริ่มสอบท่าแรกคือวิดพื้น ปรากฏว่าผมไม่ผ่าน ทหารเค้าบอกว่าผมวิดแล้วเข่าโดนพื้นซึ่งตามกฎผมจะได้ศูนย์ทันทีจากร้อยคะแนน ในตอนนั้นผมสวดมนต์ในใจขอให้ผมอย่าได้ศูนย์เถอะ ปรากฏเค้าให้ผม 90 จากร้อย ผมงงมาก แต่ก็ดีใจที่อย่างน้อยไม่ได้ศูนย์. ต่อไปคือชิดอัพ      ผมผ่านสบายๆ สุดท้ายวิ่ง ผมไม่ผ่านอย่างที่คิดไว้ พอสอบเสร็จผมเห็นคนที่เค้าสอบผ่านได้เรียนแน่นอน ผมรู้สึกอิจฉาพวกเค้ามาก ส่วนผมต้องมาลุ้นอีกทีว่าจะได้เรียนมั้ย จากเหตุการณ์นั้นทีท่ากาสวดมนต์ก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่ไม่เคยคิดจะตั้งใจสวดมนต์เลย ก็เริ่มจะหันมาสนใจมากขึ้น พยายามทำวาระเช้าเย็นซึ่งยากมาก และก็พยายามขอโกฮนซนให้ผมได้เรียนด้วยเถิด ผมไม่อยากไปเป็นทหาร เส้นสายอะไรก็ไม่มี จนถึงวันประกาศผลปรากฏว่าผมได้เรียน โดยติดตัวสำรองผม รู้สึกดีใจมากๆรู้สึกโล่งสบายใจสุดๆ แต่นั้นก็เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ผมต้องเรียน ร.ด. เป็นเวลา 3 ปีเต็มๆ ผมก็รู้สึกว่าชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไป ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อไปเรียน และเมื่อไปเรียนทุกอย่างไม่มีอะไรเหมือนกับที่ผมอยู่บ้านเลย ถ้าทำอะไรช้าหรือไม่ทันเค้า ก็โดนลงโทษ โดนสั่งหมอบ วิดพื้น ต่างต่างนานา ซึ่งตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเจอไรแบบนี้เลย จากนั้นทุกเช้าที่จะไปเรียนผมก็จะพยายามสวดมนต์ก่อนไปทุกวัน และก็เป็นเรื่องแปลกมากที่วันไหนผมสวดมนต์ได้ พอไปเรียนทุกอย่างจะราบรื่นไปหมด แต่วันไหนที่ไม่ได้สวดดูจะเหนื่อยเป็นพิเศษ และเวลาก็ผ่านไป จนกระถึงวันสุดท้ายของการเรียน ร.ด. นั้นคือ ไปเขาชนไก่ ก่อนไปคุณแม่ให้ผมสวดไดโมขุหนึ่งชม.ซึ่งผมก็สวด จากนั้นก็เริ่มออกเดินทาง 2 วันแรกรู้สึกเหนื่อย ทรมาน อยากกลับบ้านมาก แต่พอวันที่ 3 และ 4 ผมเริ่มรู้สึกสนุก จนกระทั้งวันกลับผมรู้สึก ปลดปล่อยสุดๆ โล่งมีความสุขมาก

           จากนั้นชีวิตผมก็เข้าสู่ช่วงการเรียนมหาลัย โดยตอนนั้นผมเอนทรานซ์ติดม.เกษตรฯ คณะบริหาร ซึ่งครอบครัวผมรู้สึกดีใจกับผมมาก แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตผมก็กลับเข้าสู่วงจรเดิมคือ สบายๆ ชีวิตไม่ลำบากเหมือนตอนเรียน ร.ด. จนกระทั่งถึงตอนสอบ ผมรู้สึกเครียดมาก ไม่เคยเรียนแล้วเครียดขนาดนี้มาก่อน จึงทำให้ผมรู้สึกว่า ผมอึดอัดมาก รู้สึกสับสนไปหมด จนสุดท้ายตัดสินใจคุยกับแม่ว่าผมรู้สึกเครียดแต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าหรือผมขี้เกียจเอง หรือว่ามันไม่ใช่ตัวผม รู้แต่ว่าผมเครียดและรู้สึกไม่มีจิตใจอยากจะเรียนแล้วมันสับสนไปหมด รู้สึกทรมานมาก และพอคุยกับคุณแม่ด้วยเหตุผล เค้าบอกให้ผมลงไปสวดมนต์โดยสวดไดโมขุเป็นเวลา 2 ชม. ตอนนั้นสวดๆอยู่ผมก็น้ำตาไหลร้องไห้ออกมามันเป็นความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก ผมรู้สึกอบอุ่นในยามที่ผมสับสน เหมือนมีคนมาโอบกอดผม (คิดแล้วยังขนลุกอยู่เลย) จากนั้นผมก็ตัดสินใจออกมาจากมหาวิทยาลัย ไปเรียนต่อที่เอแบค และหลังจากนั้นผมก็พยายามเพิ่มพูนความศรัทธาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พยายามไปสมาคม ฟังธรรม สวดไดโมขุให้มากขึ้น จนกระทั่งทุกวันนี้ผมก็ได้รู้แล้วว่าการสวดมนต์นั้นสำคัญขนาดไหน

@Copyright 2019 Thailand Buddhist Nichiren Shosho Association