ข้าพเจ้ามีครอบครัวที่สมบูรณ์บริสุทธิ์ใหม่จากความเมตตาของโงะฮนซน

        ข้าพเจ้าชื่อธรรมธัช มโนภานนท์ สมาชิกคนหนึ่งในสมาคมธรรมประทีป ก่อนอื่นข้าพเจ้าขอขอบพระคุณไดโงะฮนซนด้วยความจริงใจจากก้นบึ้งหัวใจของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้รับกุศลผลบุญทั้งหมดอย่างมาก ผ่านการศรัทธา ปฏิบัติ และศึกษา และที่สำคัญข้าพเจ้าได้รับโอกาสรับใช้พระธรรมมหัศจรรย์อย่างต่อเนื่อง

        ข้าพเจ้าเริ่มสวดนัม-เมียว-โฮ-เร็ง-เง-เคียว ในเดือนพฤศจิกายน 2539 โดยการชวนของภรรยาข้าพเจ้า ซึ่งพี่สาวของเขาเป็นสมาชิกสมาคมธรรมประทีปอยู่แล้ว ในช่วงนั้นข้าพเจ้าได้ฝึกนั่งสมาธิและอ่านหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิ-วิปัสสนา เป็นระยะ จนมาวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายนดังกล่าว ภรรยาของข้าพเจ้าบอกว่า พี่สาวเขาชวนให้ไปร่วมงานเลี้ยงที่สมาคมธรรมประทีป ไปเป็นเพื่อนเขาหน่อย จุดนี้เองทำให้ข้าพเจ้ารู้จักคำสอนแท้ สัทธรรมปุณฑริกสูตร ข้าพเจ้าได้รับคำแนะนำว่านี่คือคำสอนของพระพุทธศาสนา ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความอยากรู้เป็นอย่างมาก เพราะข้าพเจ้าได้ศึกษา อ่าน สอบ นักธรรมตรีมาแล้วที่วัดอนงคาราม ตั้งแต่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทพศิรินทร์ ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า มีพระสูตรนี้ในพระพุทธศาสนา ทำให้ข้าพเจ้าซื้อหนังสือหลายเล่มจากสมาคมธรรมประทีปไปอ่าน หนึ่งในนั้นคือหนังสือเรื่อง “คำชี้นำผู้ปฏิบัติธรรมอาวุโส” ที่เขียนโดย อาจารย์พิภพ ตังคณะสิงห์ ซึ่งคำชี้นำในหนังสือเล่มนี้ มีทั้งวิธีการเริ่มปฏิบัติ เหตุและผลในการที่จะต้องปฏิบัติ ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติ วิธีการแก้ปัญหาชีวิตที่มีเหตุผล ควบคู่กับการปฏิบัติศรัทธา และที่สำคัญคือการปฏิบัติธรรมนี้สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเราได้ และชี้สาเหตุขั้นพื้นฐานของความทุกข์ พร้อมทั้งปัจจัยของความสุข ข้าพเจ้าอ่านอยู่หลายครั้ง จึงตัดสินใจมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ข้าพเจ้าได้รับศีลและโงะฮนซน ในเดือนเมษายน 2541 และได้ไปโทซังครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2541 ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจอย่างมากเมื่ออยู่ต่อหน้าไดโงะฮนซน ในปีนั้นเป็นงานเฉลิมฉลองของผู้นับถือศรัทธาต่างประเทศครั้งที่ 2 ของวัดใหญ่ไทเซขิจิ มีสมาชิกต่างประเทศมากมายมาร่วมงานในครั้งนี้ ขณะนั้น ไดโงะฮนซนได้ประดิษฐานอยู่ที่อาคาร โฮอันเดน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานชั่วคราวระหว่างการก่อสร้าง มหาวิหารโฮอันโดะ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้พบเห็น ไดโงะฮนซน ในระยะที่ใกล้ และได้สัมผัสถึงความรู้สึกที่แปลกขณะที่สวดไดโมขุ

         หลังจากที่กลับจากโทซังไม่นาน ข้าพเจ้าก็ได้รับการเสนอแต่งตั้งให้เป็น หัวหน้าเขตชายดาวคะนอง ในช่วงกลางปี 2542 ในปีเดียวกันนี้ ชะตากรรมที่มีอยู่ในชีวิตก็สำแดงออกมา ภรรยาของข้าพเจ้าตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 3 รักษาที่โรงพยาบาลศิริราชจนครบขบวนการ และพอนัดมาตรวจ คุณหมอบอกว่า กรณีคนไข้นี้ไม่ตอบสนองต่อการรักษา จนปลายปีเดือนธันวาคม วันที่ 14 เวลา 8.35 น. เธอก็ได้เสียชีวิตลง ข้าพเจ้าต้องทำงานและดูแลลูกๆ 3 คน  ทั้งรับและส่งไปเรียนหนังสือ ซึ่งทุกคนกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมในโรงเรียนราชวินิต จึงทำงานได้ไม่เต็มที่นัก พร้อมทั้งข้าพเจ้ายังคงพาลูกทั้ง 3 คน มาปฏิบัติศรัทธาทุกอาทิตย์เป็นประจำ อีกทั้งข้าพเจ้าก็ได้โอกาสรับใช้พระธรรมมหัศจรรย์นี้ โดยการทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเขตชาย ซึ่งจะต้องดูแลสมาชิกทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ด้วยเหตุและปัจจัยที่ดีนี้เอง ทำให้ช่วงต้นปี 2543 ขณะที่ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นำสวดคนเดียวในขณะนั้นของสมาคมธรรมประทีป คือคุณณรงค์ หรือที่เราเรียกกันว่า “ตือเจ็ก” ท่านได้ถามผมว่าปีนี้อายุเท่าไหร่ แล้วท่านก็บอกผมว่า ผมจะต้องมีคนมาช่วยดูแลเด็กๆทั้ง 3 คน ผมก็ถามว่าจะต้องทำยังไง ในเมื่อข้าพเจ้าก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แถมยังมีเด็กติดตามอีกถึง 3 คน ท่านตอบผมว่า ให้ไปสวดมนต์อธิษฐานต่อโงะฮนซนสิ ข้าพเจ้าก็ถามต่อว่า ถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ผู้ที่จะมาดูแลครอบครัว เป็นคนที่นับถือ นัม-เมียว-โฮ-เร็ง-เง-เคียว อยู่แล้วจะได้ไหม ท่านบอกว่ายิ่งดีใหญ่ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเริ่มสวดมนต์อธิษฐานต่อโงะฮนซน

        ต่อมาเพียงไม่เกินหนึ่งเดือน ก็มีผู้อาวุโสคุณป้าสมบุญกับคุณศตพร มาพูดกับข้าพเจ้า เหมือนกับคุณณรงค์เลย และท่านทั้งสองนี้ก็ได้เลือกให้ผมรู้จักกับสมาชิกท่านหนึ่ง เป็นผู้หญิงซึ่งทำอาหารเก่ง เลี้ยงเด็กเก่ง เคยเลี้ยงหลานมาหลายคน และยังเป็นลูกสาวของสมาชิกอาวุโสซึ่งเป็นเพื่อนของคุณณรงค์อีกด้วย ช่างไม่น่าเชื่อ ทุกอย่างเป็นไปดังคำอธิษฐาน แต่ที่สำคัญคือ สมาชิกหญิงท่านนี้จะยินดีรับข้าพเจ้าและจะสามารถดูแลเลี้ยงดู เข้ากับลูกๆทั้ง 3 คนของข้าพเจ้าได้หรือไม่ อย่างไร

         ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงคิดถึงแต่โงะฮนซนเท่านั้น ระหว่างที่เราคบกันเป็นเพื่อน ศึกษานิสัยของกันและกันอยู่นั้น สมาชิกหญิงท่านนี้ก็มาคุยกับข้าพเจ้าว่า เรามาสวดมนต์ อุชิ-โตระ กัน 21 วันไหม ข้าพเจ้าตอบตกลงทันที เพราะเราทั้งสองต่างมีโงะฮนซนเป็นที่พึ่งของชีวิต เราทั้งสองต่างคนต่างสวดอุชิ-โตระ ตั้งแต่เวลาตี 2 ถึงตี 4 ของทุกคืน เราอธิษฐานว่า ถ้าเราทั้งสองคน จะเป็นคู่สามี-ภรรยากันจริงแล้ว ขอให้เรายิ่งคบกัน ศึกษาอุปนิสัยใจคอกัน ยิ่งถูกใจกัน ชอบกันมากขึ้นทุกๆวัน จนยอมรับกันได้ซึ่งกันและกัน ข้าพเจ้าได้พบความมหัศจรรย์ของพระธรรมแท้นี้ด้วยตนเอง กลางคืนเราสวดอุชิ-โตระ กลางวันก็มาพบกัน ศึกษาอุปนิสัยกัน ยิ่งนานวันเราก็ยิ่งสนทนากันได้ถูกคอกันมากขึ้น ส่วนใหญ่คุยกันแต่เรื่องธรรมะ ความจริงของชีวิต จนครบ 21 วัน สมาชิกหญิงท่านนี้ก็มาเล่าให้กับข้าพเจ้าฟังว่า เธอไปถามคุณแม่เธอว่า มีความเห็นยังไงเกี่ยวกับตัวข้าพเจ้า คุณแม่เธอบอกว่า เธอเป็นผู้ใหญ่แล้วให้ตัดสินใจเองได้เลย ถ้าเห็นว่าดีก็ตกลงกับเขาไป

         สุดท้าย ข้าพเจ้าก็ได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง ด้วยความเมตตากรุณาที่โงะฮนซนประทานให้ ส่วนลูกๆของข้าพเจ้า สมาชิกหญิงท่านนี้ก็สามารถสอนให้แต่ละคน สามารถมีความแข็งแรงในชีวิต ช่วยเหลือตนเองได้ เกิดความเชื่อมั่นในตนเองได้ทุกคน จนเกิดการหล่อหลอมความรู้สึกที่ดีซึ่งกันและกันได้ นี่มิใช่อาณุภาพของโงะฮนซนหรอกหรือ ข้าพเจ้าขอสำนึกในพระคุณของไดโงะฮนซนอย่างสุดซึ้ง

         ด้วยอานุภาพของไดโงะฮนซน ทำให้ลูกๆและครอบครัวข้าพเจ้าดำรงความศรัทธามาจนถึงทุกวันนี้ได้ ทำให้ลูกๆข้าพเจ้าสำเร็จความศึกษาครบทั้ง 3 คน และได้ทำงานกันหมดทุกคนในปีที่ผ่านมา

         คนโตคือ น้องมิ๊ก จบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (Industrial Design) จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง ทำงานอยู่บริษัท Muse design เป็นบริษัทออกแบบเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้านผสมผสานระหว่างวัสดุธรรมชาติและงานทองเหลืองส่งขายต่างประเทศ  ขณะที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยได้เป็นผู้นำทำกิจกรรมพานักศึกษาจำนวนมากออกค่าย ปัจจุบันได้เป็นผู้ออกแบบที่ประดิษฐานโงะฮนซน (ตู้พระ) ที่มีคุณภาพเป็นดีไซน์ใหม่ ขนาดเล็ก เหมาะกับผู้นับถือใหม่ที่มีที่ตั้งตู้พระจำกัด และผู้นับถือที่เดินทางต่างประเทศเสมอ

         คนที่สองคือ น้องบุ๊ค จบคณะ ICT (English program) จากมหาวิทยาลัยมหิดล เกียรตินิยมอันดับ 1  และได้ทุนจากมหาวิทยาลัยตลอด 4 ปี ปัจจุบันทำงานที่บริษัท จิตตะ จำกัด สร้างเวบไซต์ ออกแบบ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกสาขา ปัจจุบันรับใช้โงะฮนซนโดยเป็นหัวหน้ายุวชนชาย

         คนที่สามคือ น้องโบ จบปริญญาโทคณะบัญชี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันทำงานที่ สำนักงาน EY จำกัด รับใช้โงะฮนซนโงะฮนซนโดยเป็นยุวชนหญิงในคณะทำงานคนหนึ่ง

         ในวันที่ 27 ธันวาคม 2545 ข้าพเจ้าได้รับโจจุโงะฮนซนมาบูชาด้วยความเมตตากรุณาของไดโงะฮนซน  ขอแสดงความสำนึกในกุศลผลบุญที่ข้าพเจ้าได้รับอย่างสุดซึ้ง จากก้นบึ้งหัวใจอย่างจริงใจด้วยการอุทิศชีวิตแด่พระรัตนตรัยแห่งพระพุทธศาสนาแห่งการหว่าน นัม-เมียว-โฮ-เร็ง-เง-เคียว ขอขอบพระคุณ  หลังจากนั้นอีกไม่นาน ข้าพเจ้าได้เปลี่ยนชื่อจาก “ชัยจิรัฏฐ์” มาเป็น “ธรรมธัช” เนื่องจากมีปัจจัยจากการแก้ปัญหาชีวิตบางอย่าง และสอดคล้องกับหลักธรรมที่กล่าวว่า “ให้ยึดธรรมะ อย่ายึดบุคคล” ซึ่ง ธรรมธัช แปลว่า มีธงเป็นธรรม มีธรรมะนำหน้าชีวิตสุดท้าย สมาชิกหญิงที่มาช่วยครอบครัวข้าพเจ้าให้สมบูรณ์ก็คือ นางภรฎ์ภัค มโนภานนท์ หรือ “เจ๊มัก” นั่นเองแหละครับ ปัจจุบันได้รับใช้โงะฮนซนโดยเป็นผู้ช่วยหัวหน้าเขตดาวคะนอง

         เป้าหมายในความศรัทธาของข้าพเจ้าก็คือ การได้มีโอกาสรับใช้พระธรรมมหัศจรรย์ตลอดไป เพื่อตอบแทนหนี้บุญคุณของได-โงะฮนซน และเพื่อนำผู้คนทั้งหลายทั่วโลก ให้ได้เข้ามายึดมั่นรับนับถือ พระธรรมแท้จริงแห่ง นัม-เมียว-โฮ-เร็ง-เง-เคียว เพื่อความสันติสุขแก่โลกสากลสืบไป

 

ด้วยความนับถือ

ธรรมธัช มโนภานนท์

@Copyright 2019 Thailand Buddhist Nichiren Shosho Association