สวัสดีสมาชิกทุกท่านค่ะ ดิฉันชื่อชมภัสร์ พรหมสว่าง ขอเล่าประสบการณ์ที่ได้จากการนับถือ และเริ่มมาสวดมนต์ค่ะ ดิฉันเริ่มเข้ามาสวดมนต์ที่สมาคมธรรมประทีป โดยการแนะนำของคุณป้าตรีสุคนธ์ มาลีแก้ว ซึ่งท่านเคยเล่าประสบการณ์ของตัวท่านเองว่า ท่านเคยโดนโกงจนล้มละลายหมดตัว แต่มีคนมาแนะนำให้สวดมนต์นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวแล้วดี ท่านก็เลยสวดมนต์ ทั้งวัน ทั้งคืน เป็นเวลาหลายเดือนอยู่ จนมีอยู่วันหนึ่งทางคณะทันตแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ป้าเคยทำงานอยู่ได้โทรมาแจ้งข่าวว่า ป้าได้รับเงินจำนวนหนึ่งซึ่งเงินจำนวนนี้ สามารถทำให้ป้ากลับฟื้นตัวไม่เป็นบุคคลล้มละลายอีกแล้ว แถมยังเอาเงินไปลงทุนซื้อหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ป้าอยู่คนเดียวโดยไม่เป็นภาระใครได้อย่างสบายๆ ซึ่งตอนนั้นดิฉันก็ได้แค่ฟังผ่านๆไม่ได้สนใจที่จะสวดมนต์ แต่เนื่องจากช่วงนั้นดิฉันทำงานเป็นลูกจ้างอยู่งานราชการแห่งหนึ่ง แต่ไม่มีความมั่นคงอะไรเลย

พอถึงเดือนกันยายนที่เขาจะต่อปีงบประมาณใหม่ ก็ต้องกังวัลว่าจะตกงานไหม เขาจะต่อสัญญาให้หรือเปล่า ป้าก็เลยบอกกับดิฉันว่าลองสวดมนต์ดูซิ อธิษฐานขอให้ได้งานใหม่ที่มั่นคงด้วยเพราะคนที่เขาสวดเขาได้ทำงานดีๆเยอะนะ เมื่อดิฉันได้คิด ก็จริงอย่างที่ป้าว่าเราก็แค่สวดมนต์ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน ดิฉันจึงเริ่มสวดมนต์และลองอธิษฐานอย่างที่ป้าบอก ช่วงนั้นดิฉันสวดได้แต่ไดโมขุไม่เกิน 10 นาทีด้วยซ้ำ แต่จะสวดและอธิษฐานทุกวันจนเวลาผ่านไปประมาณเดือนได้ พ่อของดิฉันก็บอกว่าน้องที่เป็นเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานฯเขาจะฝากงานให้ ลองโทรไปคุยรายละเอียดดูนะ ดิฉันจึงโทรไปคุยและลองไปสัมภาษณ์ดู ปรากฏว่างานที่ได้ทำคือตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล/เลขานุการของผู้จัดการ ในเครือบริษัทสามารถคอร์ปอเรชั่น แต่ต้องทำงานที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งอยู่ไกลบ้านมาก และในตอนนั้นดิฉันก็ได้ผลบุญโดยไม่คาดฝันอีกอย่างคือ เรื่องเงินเดือนซึ่งผู้จัดการที่สัมภาษณ์ดิฉันให้เงินเดือนดิฉันเพิ่มจากที่ดิฉันเขียนลงในใบสมัคร โดยให้เหตุผลว่าบ้านดิฉันไกล ค่าครองชีพที่นี้สูง และยังต้องทำงานควบ 2 ตำแหน่ง เลยให้เงินเดือนเพิ่ม ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันดีใจและประหลาดใจมาก กลับมาเล่าเรื่องนี้ให้ป้าฟังและยังได้มีโอกาสไปเล่าประสบการณ์จากผลบุญนี้ในห้องพระใหญ่เพื่อตอบแทนบุญคุณโกฮนซน ด้วยค่ะ จากผลบุญนี้ดิฉันจึงตัดสินใจรับศีลเมื่อเดือนธันวาคม 2546 ค่ะ

ตอนที่ดิฉันปฏิบัติใหม่ดิฉันไม่ค่อยได้มีโอกาสที่จะฟังธรรมะและมาสมาคมฯซักเท่าไหร่ เพราะที่ทำงานดิฉันไกลบ้านมาก ดิฉันต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อจะไปทำงานให้ทันเริ่มงาน 9 โมงเช้า และเลิกงานกว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบจะ 5 ทุ่มทุกวัน ซึ่งมีแต่คนบอกดิฉันว่าทำไมไม่เช่าหออยู่ที่ใกล้ที่ทำงานจะได้ไม่ต้องเหนื่อยในการเดินทาง แต่ดิฉันก็ได้ให้เหตุผลว่าที่สนามบินค่าเช่าแพงมาก แถมต้องจ่ายค่ามัดจำ และค่าครองชีพที่สูงซึ่งรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายแต่ล่ะเดือนเยอะกว่าค่าเดินทางเป็นเท่าตัว จึงทำให้ดิฉันได้มาสมาคมฯน้อยมาก ประกอบกับงานที่เยอะขึ้น วันเสาร์ – วันอาทิตย์ก็ยังต้องหอบเอางานมาทำที่บ้าน เพื่อให้งานเสร็จทัน ประกอบกับช่วงนั้นป้าดิฉันได้เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ วันที่ป้าเสียคือหลังวันที่ป้าได้รับปริญญาโทเพียง 1 วันเท่านั้น ซึ่งวันนั้นป้าได้โทรมาเรียกให้ดิฉันกับแม่ไปกินเลี้ยงเพื่อฉลองปริญญาพอดี ดิฉันยังจำคำพูดป้าได้ว่า ถ้าป้าเรียนจบแล้วเดี๋ยวเราไปโทซันกันนะ ป้าอยากไปโทซันมากแต่ป้าก็ไม่มีโอกาสได้ไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว เหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันช็อกมาก จนทำให้ดิฉันไม่ได้มาสมาคมฯและห่างสมาคมฯในที่สุด ดิฉันเริ่มใช้ชีวิตเหมือนเดิมโดยไม่มีการสวดมนต์ ยุ่งกับงานไม่มีเวลาแม้แต่การพักผ่อน ทำให้ดิฉันเครียดง่าย ดิฉันทนใช้ชีวิตอย่างนี้เป็นปี จนดิฉันป่วยเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ทำให้ไม่สามารถไปทำงานเป็นอาทิตย์ ในระหว่างนั้นดิฉันทรมานมาก คือเดินประคองตัวเองยังไม่ได้ พลิกตัวบ้านก็หมุน ทานอะไรก็ไม่ได้อาเจียนออกหมด เหมือนไปเล่นเครื่องเล่นที่หมุนตลอดเวลา ดิฉันไปรักษาหมอก็ได้ยามาทานเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น ซึ่งหมอบอกว่าโรคนี้ไม่มีทางรักษาหาย แต่จะมีอาการตอนที่พักผ่อนน้อย และเครียดมาก ในช่วงที่ดิฉันกำลังรักษาตัวอยู่ดิฉันก็ได้คิดว่าดิฉันใช้ชีวิตถูกหรือเปล่านี้ เหมือนใช้ชีวิตเพื่อทำงานอย่างเดียว เครียด ไม่มีความสุข แล้วดิฉันจะหาทางออกอย่างไงดี ดิฉันจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดเหรอ พอดิฉันคิดดังนี้ดิฉันก็คิดถึงป้าที่ท่านเล่าเรื่องในการสวดมนต์อย่างมีความสุข แต่ตอนนี้ดิฉันเริ่มไม่แน่ใจและเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าป้าสวดมนต์แล้วมีความสุขจริงเหรอ ทำไมป้าถึงต้องเสียชีวิตอย่างนั้นด้วยเพราะอะไร ดิฉันจึงเริ่มสวดมนต์ไดโมขุและอธิษฐานในใจว่า ถ้าธรรมะและการปฏิบัติสวดมนต์นี้เป็นธรรมะที่ถูกต้องแท้จริง ขอให้มีใครหรืออะไรมาบอกและยืนยันให้ดิฉันได้รู้และแน่ใจที่จะปฏิบัติต่อไปด้วย และจะตั้งใจปฏิบัติอย่างไม่สงสัยอีกเลย

ดิฉันสวดมนต์และอธิษฐานได้ไม่กี่นาที ก็มีเพื่อนของพี่สาวที่เดินทางมากับแฟนชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวที่บ้าน และได้มีโอกาสได้เห็นตู้พระที่บ้าน จึงขอเปิดตู้พระและเริ่มสวดมนต์อยู่สักครู่หนึ่ง พอเขาลงมาเพื่อนพี่สาวคนนี้เขาได้บอกกับดิฉันว่าที่ญี่ปุ่นมีคนนับถือและสวดมนต์บทนี้มาก เราถือว่าโชคดีนะที่บ้านมี โกฮนซน และได้สวดมนต์นี้นะ พอดิฉันได้ฟังดังนั้น ดิฉันคิดในใจเลยว่า โห! ทำไมเขาพูดยืนยันอย่างนั้น เหมือนเขารู้ความคิดเราเลย เหมือนเขามายืนยันว่าธรรมะนี้ดีและเราโชคดีที่ได้ปฏิบัติ ตั้งแต่นั้นมาดิฉันเชื่อสนิทใจและเริ่มเข้ามาสมาคมฯเพื่อปฏิบัติอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้ดิฉันได้มีโอกาสเข้ามาฟังธรรมะมากขึ้นและได้มีโอกาสได้เข้ามาช่วยทำงานพระที่สมาคมฯบ่อยครั้ง

ไม่นานดิฉันก็ได้เปลี่ยนงานใหม่มาทำงานที่ใกล้ เดินทางไปทำงานและมาสมาคมฯสะดวกขึ้นแต่เงินเดือนน้อยกว่าเดิม ซึ่งงานใหม่นี้ทำให้ดิฉันมีความสุขขึ้นมากมีเวลาเยอะมากกว่าเดิม ไม่เครียด ที่ทำงานนี้ยังเปิดโอกาสให้ไปสอบราชการได้อย่างใจคิด ช่วงนั้นมีเปิดสอบของหน่วยงานราชการไหนดิฉันไปสมัครสอบและสอบทุกครั้ง ทุกรอบ และผลการสอบก็สอบติดเกือบทุกรอบเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้มีโอกาสได้บรรจุเป็นข้าราชการซักที่ จนดิฉันเริ่มท้อ และหมดหวังที่จะได้บรรจุ แล้ววันหนึ่งก็มีจดหมายเรียกให้ดิฉันไปสอบสัมภาษณ์พนักงานราชการที่กระทรวงสาธารณสุข ตอนนั้นดิฉันไม่รู้ว่า จะเอาไงดีแต่โอกาสมาอย่างนี้ดีกว่าไม่มีที่ไหนเรียกเลย จึงลองไปสอบสัมภาษณ์ดู ปรากฎว่าสอบติด และเขาเรียกให้บรรจุเป็นพนักงานราชการเลย ดิฉันได้เริ่มทำงานที่กระทรวงสาธารณสุขก็กรรมออก คือที่ทำงานที่ดิฉันบรรจุเป็นที่หน่วยงานที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง กินนอกกินใน เล่นพรรคเล่นพวกสูงมาก ทำให้ดิฉันไม่มีความสุขในการทำงานเลย งานทุกอย่างก็เทมาให้ดิฉันรับผิดชอบแทบทุกอย่าง จนดิฉันไม่มีเวลา ต้องไปทำงานนอกเวลาและไปทำงานวันเสาร์เพิ่มเพื่อให้งานเสร็จทัน เครียดกับงานไม่พอยังต้องเครียดกับคนในหน่วยงานที่เกี่ยงงานแต่จะเอาผลงานความดีความชอบ ทำให้ดิฉันเบื่อหน่ายและเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว ดิฉันทนทำงานอยู่เป็นปี เครียดน้ำหนักลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนถึงช่วงเดือนที่ต่อปีงบประมาณ น้องจ้างเหมาที่ทำงานเดียวกันยกกันออกทั้งสำนักงาน งานทุกอย่างก็ยิ่งเทมาหาดิฉันมากขึ้น จนดิฉันทนรับไม่ไหว ต้องตัดสินใจออกจากงานอีกครั้ง

ดิฉันกลัวในการจะไปสมัครงานใหม่เริ่มต้นทำงานกับคนทำให้ไม่กล้าที่จะไปสมัครงานหรือทำอะไรเลย เก็บตัวอยู่บ้านไม่ทำงาน ถึงวันอาทิตย์ก็มาสวดมนต์ฟังธรรมะพอเสร็จก็รีบกลับไม่อยากยุ่งกับใคร กลัวการเข้าสังคมไปเลย จนพ่อกับแม่เริ่มกังวล แล้วบอกให้หางาน ดิฉันก็ไม่หาสักที ตอนนั้นดิฉันคิดวนไปวนมาอย่างเดียวจะทำไงดี จะเดินไปอย่างไรดี เพราะไม่กล้ากลัวทุกอย่าง จนดิฉันเข้าเว็บไซค์สมาคมฯ เข้าไปอ่านประสบการณ์ของสมาชิกหลายๆท่าน ก็เริ่มสวดโชไดมาเรื่อยๆเพราะไม่รู้จะเดินไปทางไหนแล้ว ไม่รู้จะดำเนินชีวิตอย่างไร ดิฉันต่อสู้กับความขี้เกียจของตัวเองจนสวดมนต์ได้ ประมาณ 1 เดือน ก็มีพี่ที่รู้จักกันเรียกให้เข้ามาสัมภาษณ์งานเป็นเลขาของพี่เขา แล้วก็มีคุณน้าสมจิตร์ติดต่อมาว่าทางสมาคมฯต้องการหาคนมาทำงานเพิ่ม ให้ลองเข้ามาสัมภาษณ์งานดู ตอนนั้นดิฉันตัดสินใจไม่ถูกว่าจะไปที่ไหนดีและก็กลัวที่จะทำงานเพราะกลัวเจอเรื่องเดิมอีกจะทำไงดี จึงสวดมนต์รายงานโกฮนซน และเข้ามาลองสัมภาษณ์ที่สมาคมฯดู ตอนแรกที่ท่านประธานเรียกเข้าเริ่มงานใหม่ที่นี่ ยังรู้สึกกลัวว่าจะทำงานได้ไหม แต่พอทำไปเรื่อยๆก็มีแต่สมาชิกและผู้อาวุโสที่เมตตาทำให้ทำงานนี้ได้อย่างราบรื่นกว่าที่คิดค่ะ ท้ายนี้ขอขอบคุณโกฮนซน ที่ให้ผลบุญดิฉันมากมาย และยังให้โอกาสรับใช้พระ เจอแต่ผู้ใหญ่และผู้อาวุโสทุกท่านที่ความเมตตาเสมอมาค่ะ