สวัสดีสมาชิกสมาคมธรรมประทีปทุกท่าน

ผมชื่อกาสัน โกสิน เป็นผู้นับถือนิชิเร็นโชชูจากเมืองเมดัน ประเทศอินโดนีเซีย ผมรู้สึกดีอย่างยิ่งที่ได้สวดมนต์ร่วมกับผู้นับถือในประเทศไทย และได้รับเกียรติให้เล่าประสบการณ์ในวันนี้ที่สมาคมธรรมประทีป

ก่อนอื่น ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของคุณจงกลณี รุ่งเจริญ นายกสมาคมธรรมประทีปของพวกคุณ ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง

ในตอนนี้ ผมจะขอเล่าว่า ผมได้เข้ามาศรัทธาในนิกายนิชิเร็น โชชู ได้อย่างไร ในตอนแรกนั้น เมื่อผมยังเป็นวัยรุ่นซึ่งอายุน้อยกว่าคุณบอสผู้เป็นผู้แปลประสบการณ์ของผมในตอนนี้เสียอีก ในตอนนั้นผมได้ตกหลุมรักกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของผม แต่ต่อมาผู้หญิงคนนี้ได้มีแฟนใหม่เพราะแฟนคนนั้นมีรถยนต์ขับในขณะที่ผมไม่มี ในตอนนั้นเองทำให้ผมคิดว่า ผมจะไม่หาแฟนใหม่จนกว่าจะมีเงิน รถ บ้าน เป็นของตนเองเสียก่อน ผมจึงมุ่งมั่นกับการเรียนอย่างหนัก แต่ต่อมาผมได้พบกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผมกลัวว่าจะต้องผิดหวังกับความรักอีกครั้ง แต่เชื่อหรือไม่ว่าผู้หญิงคนนี้ในปัจจุบันนี้คือ ภรรยาของผมเอง เมื่อพวกเราพบกันเธอถามผมก่อนเลยว่า ผมสนใจที่จะเข้าร่วมศาสนาพุทธนี้ไหม? ในตอนนั้นผมก็ได้แต่ตอบไปว่า “โอเค ลองดูก็ได้” ในตอนนั้นผมคิดว่าทุกๆศาสนาล้วนดีเหมือนกันหมดจึงไม่ได้รู้สึกต่อต้านแต่อย่างใด

ผมมักจะพยายามชวนเธอไปเที่ยว แต่เธอมักจะมาช้า หรือไม่ก็จะปฏิเสธเสมอ แต่ทว่าทุกครั้งที่มีการประชุมศึกษาธรรม เธอกลับชวนให้ผมไปเข้าร่วมประชุมกับเธอทุกครั้ง ผมจึงอาสาเธอว่า ขอให้ผมไปส่งเธอยังที่ประชุมได้ไหม ? เธอตอบตกลง ผมจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ดูแลและอยู่ใกล้ๆเธอ ผมจึงพาไปเธอส่งยังที่ประชุมศึกษาธรรม ในตอนแรกผมไม่ได้รู้สึกสนใจในการปฏิบัตินี้เท่าใดนัก ผมเพียงแค่ต้องการจะอยู่กับเธอเท่านั้น

หลังจากได้เข้าประชุมศึกษาธรรมครั้งสองครั้ง ผมก็ได้ยินเรื่องราวของหญิงชราที่สามารถสวด นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ได้เองเป็นเวลา 5 ปี โดยที่ไม่มีผู้ใดสอนเธอมาก่อน เธอฝันว่ามีพระสงฆ์มาในความฝันและสอนให้เธอสวด นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว หญิงชราคนนี้ สามีของเธอเป็นนักพนัน และชอบทุบตีร่างกายเธอเสมอ วันหนึ่งเธอได้ไปที่วัดแถวบ้านเพื่ออธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือเธอ เทพเจ้าได้มาเข้าฝันเธอและบอกกับเธอว่า “เธอเป็นหญิงที่โชคดีมาก แต่หากเธอต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต เธอจำเป็นที่จะต้องพึ่งพลังของพระพุทธะแท้จริง”

ตั้งแต่นั้นมาหญิงชราจึงได้อธิษฐานต่อเทพแห่งสรวงสวรรค์ทุกๆวัน ขอให้เธอได้พบกับพระพุทธะแท้จริงโดยเร็ว เธอได้จุดธูปสามดอก และเทียนสีแดง เป็นการไหว้เจ้า และตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้พบพระพุทธะแท้จริง ซึ่งตัวผมเองก็ได้เคยกระทำการไหว้เจ้าแบบที่เธอทำเช่นกัน เพราะคุณพ่อของผมได้ปฎิบัติมาก่อน ซึ่งมันไม่ใช่การปฏิบัติทางศาสนาพุทธ แต่เป็นของลัทธิขงจื๊อเสียมากกว่า หลังจากนั้นหญิงชราได้ฝันว่า มีพระสงฆ์มาสอนให้เธอสวด นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว หลังจากที่เธอสวดได้แล้ว พระสงฆ์ผู้นั้นก็จากไป เหลือไว้เพียงหญิงชราที่มีคำถามมากมายในใจว่า “แล้วฉันจะสวดอย่างไร? ” เธอจึงได้เริ่มต้นสวด นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว โดยการตั้งเทียนไขสีแดงสองข้าง และธูป เหมือนกับไหว้เจ้า ต่อมาเธอได้ไปยังวัดอีกวัดหนึ่งในท้องถิ่นและได้เล่าถึงความฝันของเธอให้พวกเขาฟัง พวกเขาได้บอกว่าเธอจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเทียนให้เป็นสีขาวและเปลี่ยนธูปเป็นสีดำ รวมถึงให้เปลี่ยนแท่นบูชาเป็นสีดำ ทุกๆวันเวลาหกโมงเย็น เธอจะสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว สามครั้ง อธิษฐาน และปักธูปสามดอก เธอได้ปฏิบัติเช่นนี้ทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งซึ่งตรงกับวันตรุษจีน เธอได้ไปทำผมที่ร้านทำผม ในตอนนั้นช่างทำผมที่ร้านนั้นเป็นผู้นับถือของนิชิเร็นโชชู เธอได้บอกช่างที่ร้านว่าให้รีบทำผมของเธอให้เสร็จไวๆ เพราะเธอต้องการที่จะกลับบ้านไปสวดมนต์ให้ทันหกโมงเย็น ช่างทำผมจึงได้ถามเธอว่า “คุณเป็นมุสลิมหรือ ?” เธอตอบว่า “เปล่า ฉันจะกลับไปสวด –นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว” ช่างทำผมจึงแปลกใจยิ่งนักและบอกว่าตัวของเธอเป็นนิชิเร็นโชชู และสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวเช่นกัน อีกทั้งยังมีโกฮนซนประดิษฐานไว้ที่บ้าน แต่หญิงชราผู้นั้นไม่รุ้เรื่องราวเกี่ยวกับนิชิเร็นโชชูมาก่อนเลยก่อนหน้านั้นเป็นเวลาถึง 5 ปี เธอตอบว่า “ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉันสวดมนต์บทนี้ได้จากความฝัน”

เมื่อผมได้ฟังเรื่องของหญิงชราผู้นี้ ข้าพเจ้าจึงคิดว่า หากเรื่องราวที่เล่านี้เป็นเรื่องจริง ผมก็จะเริ่มต้นสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว อย่างจริงจัง เพราะตัวผมเองก็ได้เคยสักการะเทพเจ้าต่างๆมาก่อนเช่นกัน และหากเทพเหล่านั้นได้บอกว่าพวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือพวกเราได้ นอกเสียจากพวกเราจะได้พบกับพระพุทธะที่แท้จริงนี้แล้ว ผมจึงคิดว่าตัวเองจึงควรจะเริ่มปฏิบัติ ผมจึงได้ไปยังบ้านของหญิงชราผู้นั้น และได้พบว่าเรื่องราวทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น
เรื่องราวของหญิงชราผู้นี้เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อนในอินโดนีเซีย ปัจจุบันนี้หญิงชราผู้นี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ทำให้ผมเริ่มต้นปฏิบัติศาสนาพุทธแท้ และขอรับโกฮนซนในที่สุด และรวมถึงเข้าเป็นผู้นับถือของนิชิเร็นโชชู

ในขณะนั้นบิดาของผมมีฐานะยากจน และทำงานในอีกเมืองหนึ่งคนละแห่งกับเมืองที่ผมอาศัยอยู่ ผมจึงต้องอาศัยอยู่กับลุง ในตอนนั้นเองผมไม่สามารถประดิษฐานโกฮนซนไว้ในบ้านของลุงได้ เพราะลุงนับถือขงจื๊อและบูชาเทพเจ้าต่างๆ จึงไม่ยอมให้ผมประดิษฐานโกฮนซนไว้ในบ้าน อีกทั้งยังอ้างว่าที่บูชาของโกฮนซนนั้นเป็นสีดำ ซึ่งเป็นสีอัปมงคล ในตอนนั้นเองผมจึงได้ทำการเช่าห้องพักเป็นของตนเองเพื่อประดิษฐานโกฮนซน ในตอนนั้นเองผมต้องการซื้อบุตสึดัน(ที่ประดิษฐาน)ที่สวยงามและดีที่สุดในเมืองเมดัน หัวหน้ากลุ่มของผมบอกว่าบุตสึดันนี้ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมันมีราคามากกว่าเงินเดือนของผมในตอนั้นเสียอีก! แต่ผมก็สามารถซื้อบุตสึดันนี้ได้ในที่สุด

ในตอนนั้นในอินโดนีเซียได้มีการประชุมศึกษาธรรมมากมาย ทุกๆครั้งที่มีการประชุมได้มีผู้เข้าร่วมประชุมมากมาย สมาชิกที่มาสายจะต้องยืนอยู่ด้านนอกเพราะไม่มีที่นั่ง ในตอนนั้นผมยังคงมีฐานะยากจน แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในใจของผมเกิดความคิดว่า สักวันหากผมสามารถซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้ ข้าพเจ้าจะใช้บ้านหลังนั้นเป็นที่ประชุมศึกษาธรรม และข้าพเจ้าก็สามารถซื้อบ้านได้ในที่สุด และต่อมาบ้านหลังนี้ก็ได้ถูกใช้เป็นที่ประชุมศึกษาธรรมหลายต่อหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน

บิดาของผมมักจะไปที่วัดนิกายอื่นๆ เพื่อทำนายโชคชะตาด้วยการเสี่ยงเซียมซีให้กับทุกๆคนในครอบครัว และได้นำเสื้อผ้าไปให้นักบวชประทับตราลงบนหลังเสื้อของเราเพื่อเป็นสิริมงคล อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผมเข้าเป็นผู้นับถือนิชิเร็นโชชู ผมจึงได้ปฏิเสธที่จะมอบเสื้อให้ไปประทับตรา และบอกพ่อว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเสี่ยงเซียมซีให้ผมอีกเพราะผมมีโกฮนซนแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติคำสอนอื่นอีก แต่พ่อของผมก็รบเร้าจนสุดท้ายผมจึงได้มอบเสื้อให้พ่อนำไปที่วัด ในตอนนั้นเองพ่อของผมได้ไปเสี่ยงเซียมซีให้ผมและทุกคนในครอบครัว แต่เมื่อถึงรอบของผม ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่ ก็ไม่มีเลขหล่นออกมาเสียที และเมื่อพ่อพยายามเขย่าต่อไปไม้ก็จะหล่นออกมาทั้งหมดเป็นเวลาหลายครั้ง พ่อจึงนึกถึงคำพูดของผมว่า ในตอนนี้ผมมีโกฮนซนแล้วไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเซียมซีอีกต่อไป พ่อจึงได้ใช้ เช้งปวย(ไม้เสี่ยงทาย) เพื่อถามกับเทพเจ้าว่าสิ่งที่ผมปฏิบัติอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? และคำตอบก็ได้เป็น ไม้ชิ้นหนึ่งคว่ำ และไม้อีกชิ้นหงาย หมายถึง ใช่! หลังจากนั้นพ่อจึงบอกให้ผมทำตามวิถีทางของตนเอง และไม่ขอให้ผมไปเสี่ยงเซียมซีหรือเอาเสื้อไปประทับตราอีกเลย ต่อมาผมได้เดินทางไปโทซันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537)

ตัวผมเองในตอนนั้นไม่ได้สวดไดโมขุมากมายนั้น ผมเพียงแต่สวดมนต์เช้าเย็นเท่านั้น ไม่ได้สวดโชได ทำให้ป่วยเป็นโรคต่างๆและทุกข์ทรมานจากโรคเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าผมจะไปหาหมอที่ไหนก็รักษาอาการป่วยของผมไม่ได้ แม้ผมจะไปหาหมอที่สิงคโปร์ที่เป็นแหล่งของแพทย์ชั้นเยี่ยมก็ตาม จนบางครั้งก็หวั่นไหวไปกับคำสอนอื่นๆเพราะเกิดข้อสงสัยในโกฮนซน ผมได้เดินทางไปยังวัดของเจ้าแม่กวนอินในสิงคโปรครั้งหนึ่งในตอนนั้น ผมรู้สึกผิดอย่างมากต่อโกฮนซน และคิดว่าทำไมผมถึงไม่เชื่อมั่นในโกฮนซน? มันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงของผม ผมจึงได้เริ่มต้นสวดไดโมขุเพิ่มขึ้น วันละ 30 นาที แล้วไม่น่าเชื่อ โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายของผมก็หายไปในที่สุด

ผมมีปัญหาในการชะคุบุขุลูกสาวของข้าพเจ้า ผมพาลูกสาวไปรับศีลตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กทารก เธอจึงไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการปฏิบัตินี้เลยในตอนที่รับศีล หลังจากนั้นเมื่อเธอเติบโตขึ้นผมจึงได้พยายามที่จะชะคุบุขุเธอ แต่เธอก็ปฏิเสธที่จะสวดมนต์และมาร่วมประชุมโดยอ้างเหตุผลต่างๆนาๆ ในเวลาต่อมาเธอได้ไปเรียนต่อที่สิงคโปร์ ผมและภรรยาได้เดินทางไปสิงคโปร์เพื่อเยี่ยมเยียนเธอ และได้ชวนเธอไปศูนย์กลางการเผยแผ่ธรรม ซึ่งต่อมาก็คือ วัดไคเมียวอิน ของสิงคโปร์ แต่เธอปฏิเสธด้วยเหตุผลต่างๆเช่นเคย ภรรยาของผมจึงได้ต่อว่าเธอ แต่เธอตอบกลับมาว่า “ลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว นี่เป็นชีวิตของลูก พ่อแม่ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาบังคับลูก” ภรรยาผมจึงบอกว่า แต่เธอได้ผ่านพิธีรับศีลแล้วเธอจำเป็นที่จะต้องสวดมนต์! ลูกสาวของผมก็ตอบกลับว่า “ลูกไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำตอนที่รับศีล และลูกไม่ได้ขอให้พ่อแม่พาไปรับศีลนี่นา!”

หลังจากนั้นพวกเราจึงได้ปรึกษากับผู้นำว่าควรจะทำอย่างไร ผู้นำของเราบอกว่า “คุณไม่สามารถที่จะบังคับให้ลูกของคุณมาสวดมนต์ได้ แต่คุณจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดี และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่แย่ของคุณ และหากคุณได้รับกุศลผลบุญคุณก็จะสามารถชะคุบุขุเธอได้ และคุณไม่ควรมีหนึ่งขณะจิตที่คิดว่า อยากให้เธอมาสวดมนต์เพื่อให้เธอมีอนาคตมีหน้าที่การงานที่ดี แต่ควรจะมีหนึ่งขณะจิตที่ว่า การที่เธอได้มานับถือหลักธรรมนี้ เพื่อที่เธอจะได้ทำหน้าที่ส่งต่อหลักธรรมนี้ให้กับชนรุ่นหลังต่อไปในอนาคต” พวกเราจึงหยุดที่จะบังคับเธอ ภรรยาของข้าพเจ้าเริ่มต้นสวดจำนวนมากจนมากกว่าหนึ่งล้านคำเพื่อให้ลูกสาวของพวกเราได้มาศรัทธา วันหนึ่งลูกสาวของข้าพเจ้าก็ป่วย เธอมีอาการปวดหัวอย่างหนักจนนอนไม่หลับเป็นเวลาหลายวัน ในตอนนั้นเองเพื่อนของเธอในสิงคโปร์ได้มาชวนให้เธอไปร่วมกิจกรรมที่โบสถ์คริสต์ในวันอาทิตย์ โดยปกติผมจะโทรหาลูกสาวเป็นประจำทุกวัน แต่ในระยะหลังนี้เราไม่ได้ถามถึงการสวดมนต์เลย ในวันศุกร์นั้นเองภรรยาของผมได้ถามว่า “ช่วงนี้ได้สวดไดโมขุบ้างมั้ยลูก?” ลูกสาวของผมจึงประหลาดใจยิ่งนัก เพราะภรรยาผมไม่เคยถามเกี่ยวกับการสวดมนต์มาเป็นเวลานาน แต่กลับมาถามในหนึ่งวันก่อนที่เธอจะไปโบสถ์คริสต์ ในวันต่อมาเธอมีไข้ ทำให้เธอไปร่วมกิจกรรมที่โบสถ์ในวันอาทิตย์ไม่ได้ ในตอนนั้นเอง เธอนึกถึงถ้อยคำที่ผมและภรรยาเคยพูดถึงเวลาชะคุบุขุเธอ เธอจึงได้เริ่มต้นสวดไดโมขุ และไปที่วัดนิชิเร็นโชชูในสิงคโปร์ หรือวัดไคเมียวอิน หลังจากนั้นสองสามเดือนต่อมา เธอได้โทรศัพท์มาบอกผมว่า เธอต้องการที่จะขอรับโกฮนซน ในวินาทีนั้นผมและภรรยารู้สึกปลื้มปิติมากจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา ลูกสาวของผมบอกว่าเธอได้ไปร่วมกิจกรรมกับทางวัด ในทุกวันนี้เธอสามารถนอนหลับได้อย่างปกติแล้ว และเธอเชื่อในโกฮนซนอย่างจริงจังแล้ว สิ่งนี้ทำให้ผมเห็นความสำคัญของการมีหนึ่งขณะจิตที่อยากให้เธอมาปฏิบัตินิชิเร็นโชชูนั้นไม่ใช่เพราะอยากให้เธอมีความสุขแต่เป็นเพราะต้องการให้เธอได้ส่งต่อคำสอนนี้ให้ผู้อื่น ลูกสาวของผมเดินทางไปโทซันแล้วทั้งสิ้น สองครั้ง ทั้งๆที่เธอปฏิบัติมาเพียงสามปีเท่านั้น ในขณะที่ผมปฏิบัติมา 30 ปี ก็เคยไปโทซันแค่ 2 ครั้งเท่ากัน

เมื่อถึงตอนนี้หากผมมองย้อนกลับไป ในตอนแรกผมไม่มีอะไรเลย แต่ตอนนี้ผมมีรถ มีบ้านเป็นของตัวเองและยังได้ใช้บ้านเป็นที่ประชุม และยังสามารถซื้อคอนโดให้ลูกสาวอยู่ในสิงคโปร์ และทุกวันนี้คอนโดของลูกสาวของผมก็ถูกใช้เป็นที่ประชุมเช่นกัน เหมือนกับว่าลูกสาวของผมกำลังเดินตามรอยเท้าของพ่อในการปฏิบัติศรัทธาอย่างไรอย่างนั้น ผมคิดอยู่เสมอว่าหากผมมีบ้าน ผมก็จะใช้บ้านหลังนั้นเพื่อประโยชน์ของการโคเซ็น-รุฝุ และพวกเราจะต้องสวดไดโมขุอย่างจริงใจไม่ใช่เพียงแค่ด้วยปาก แต่ให้นำการปฏิบัติของเรามาใช้ในทุกๆวินาทีของชีวิตประจำวันของเรา ไม่ใช่เพียงว่าเราเป็นผู้นับถือเฉพาะเวลาสวดมนต์หรือมาร่วมประชุมเท่านั้น แต่พวกเราจะต้องใช้ชีวิตตามหลักธรรมที่พระพุทธะได้เทศนาสอนไว้ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่ดีของเรา เราจึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติที่แท้จริง ในปี ค.ศ. 2015 นี้ซึ่งเป็นปีครบรอบ 770 ปี แห่งการเกิดของพระสังฆราชองค์ที่สอง พระนิกโค โชนิน ทางวัดใหญ่ได้มีการจัดโทซันครั้งใหญ่ที่วัดใหญ่ไทเซขิจิ ผมหวังว่าจะได้พบกับพวกคุณทุกคนที่นั่น และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณอย่างมากที่มอบโอกาสให้ผมได้เล่าประสบการณ์ให้ทุกท่านฟังในวันนี้