ดิฉัน นางสาวสมจิตร์ เจตวโรดม นับถือศาสนาพุทธนิกายนิชิเร็นโชชิว มาตั้งแต่ปี 2512 ครอบครัวของดิฉันได้รับการแนะนำจากอาจารย์ ดร.พิภพ ตังคณะสิงห์ และคุณป้าธนิษฐา พูลสมบัติ ภรรยา ครั้นปี 2515 คุณแม่ดิฉันถึงแก่กรรม ดิฉันได้พักอาศัยอยู่กับคุณป้าซึ่งเปิดร้านเสริมสวยอยู่ย่านคลองเตย ซึ่งคุณป้ารับพระพร้อมคุณแม่ของดิฉัน

สมัยก่อนนั้น ยังไม่มีการบรรยายธรรมอย่างกว้างขวางเหมือนสมัยนี้ ดิฉันได้หยุดสวดมนต์ไปหลายปีเพราะไม่เข้าใจ จนกระทั่งต่อมาปี 2520 คุณป้าสมบุญ สินธุพันธ์ พร้อมด้วยคณะยุวชนหญิงไปเยี่ยมเยียนคุณป้าที่ร้านเสริมสวย โดยมีคุณประภาพร วนวิทย์ (ปัจจุบัน-นายกสมาคม) ซึ่งเป็นหัวหน้ายุวชนหญิง เขตใหญ่ขณะนั้น ได้แนะนำให้ดิฉันไปสมาคมและออกเยี่ยมสมาชิก โดยคุณประภาพร วนวิทย์ได้นำพาหนะส่วนตัวตระเวนรับยุวชนหญิงไปเยี่ยมสมาชิกใ นที่ต่าง ๆ ทุกวันอาทิตย์ และเป็น sponsorอาหารกลางวันแก่ยุวชนหญิงที่ออกเยี่ยมในขณะนั้น เหตุการณ์ครั้งนั้น นับเป็นก้าวแรกของการออกเยี่ยมสมาชิกของดิฉัน แต่ต่อมาไม่นาน คุณประภาพรได้ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ด้วยความที่ยังไม่เข้าใจหลักธรรม ดิฉันได้เลิกปฏิบัติไปอีก จนกระทั่ง ปี 2522 ดิฉันได้เข้าทำงานในเครือบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ และได้เข้าทำงานกับชมรมการบริหารงานบุคคล ศูนย์รัฐวิสาหกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมาในปี 2526 ดิฉันป่วยเป็นโรคไมเกรน จึงได้ลาออกจากงาน และพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง ต่อมาปลายปี 2528 ดิฉันเริ่มกลับมาที่สมาคมอีกครั้งตามคำแนะนำของคุณป้า การกลับมาครั้งนี้ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนสมาชิกที่ก้าวหน้าไปมาก ทำให้ดิฉันคิดว่าจะไม่ละทิ้งการสวดมนต์อีก ต่อมาเดือนมีนาคม 2529 ดิฉันได้เข้าทำงานที่สมาคมแทนเจ้าหน้าที่คนเดิมที่ลาออกไปมีครอบครัว ต่อมาปี 2530 สมาคมได้มีการทำสัญญาไตรภาคีระหว่างสมาคมนิชิเร็นโชชิวสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยมีการจัดงานวัฒนธรรมไตรภาคีในระหว่างสามสมาคมในระบบหมุนเวียน ปีละ 1-2 ครั้ง ทำให้ดิฉันได้โอกาสเรียนรู้การทำงานร่วมกับสมาชิกของสมาคมภาคีทั้งสองซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดียิ่ง ต่อมาในปี 2540 ดิฉันได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คณะมนุษย์ศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงและจบการศึกษาในปี 2544

ต่อมาปี 2556 ดิฉันมีความคิดที่อยากจะเป็นสมาชิกอาสาสมัครของสมาคม จึงได้เรียนกรรมการบริหารว่า อยากจะลาออกเพื่อทำหน้าที่ในกิจกรรมด้านต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงานในสำนักงาน เช่น การช่วยจัดเตรียมสถานที่เพื่องานพิธีต่าง ๆ แต่โดยที่ขณะนั้น สมาคมยังไม่เปิดรับสมัครพนักงาน จึงยังไม่มีใครมาทำหน้าที่แทน จนกระทั่งปลายปี 2560 ก็ได้สมาชิกเข้ามารับงานแทน ดิฉันจึงได้ลาออก มาเป็นสมาชิกสามัญ สังกัดเขตบางบอน
นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 เป็นต้นมา ดิฉันพร้อมด้วยสมาชิกอีก 2 ราย ได้ออกเยี่ยมสมาชิกเก่าที่ขาดการติดต่อกับสมาคม กับการไปชาคุบุขุผู้นับถือใหม่โดยยึดถือผู้นำที่เคยพาดิฉันออกเยี่ยมสมาชิกเป็นแบบอย่าง

สิ่งที่ยากยิ่งในการชาคุบุขุผู้นับถือใหม่ก็คือ การไปนำสิ่งบูชานอกรีตออกไปจากบ้านของพวกเขา เช่น นางกวัก นกคุ้ม กุมาร ฯลฯ บางรายปฏิเสธไม่ยอมให้นำออกไป แต่ยินดีรับบทสวด “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว” มาปฏิบัติ แต่ก็มีบางรายที่ยินยอมให้ดิฉันไปนำออกเพราะเขาไม่กล้าไปแตะต้อง เนื่องจากเป็นของที่เจ้าของบ้านเดิมทิ้งไว้ให้ บางรายก็ขอนำออกไปเองหลังจากปฏิบัติสวดมนต์ “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว” ไปได้ระยะหนึ่ง

นอกจากนี้ ดิฉันได้ไปชาคุบุขุผู้นับถือใหม่ในย่านตลาดบางแค ในหมู่แม่ค้าหลายรายที่นี่ยึดถือเครื่องลางของขลัง และนำเอาของเหล่านี้วางแอบไว้บนแผงใกล้กับสินค้าหรืออาหารที่ขายเพื่อเรียกลูกค้า แต่แทนที่จะดีขึ้น ยิ่งขายหนี้สินก็ยิ่งเพิ่มพูน บางวันฝนตกก็จะไม่มีลูกค้ามาเดินซื้อของทำให้ขาดทุน วันรุ่งขึ้นก็ต้องไปกู้เงินจากเจ้าหนี้นอกระบบมาลงทุน ค่าใช้จ่ายหลักที่พวกเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ค่าแผงวางสินค้ากับค่าธรรมเนียมที่เจ้าหน้าที่เทศกิจเรียกเก็บทุกวัน ค่าดอกเบี้ยรายวัน เป็นต้น

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่ดิฉันและเพื่อนสมาชิกหลายคนต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ ช่างตรงกับบทธรรมนิพนธ์ในเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา ว่าด้วย “จดหมายถึงนันโจ เฮียวเอะ ชิชิโร” ข้อความตอนท้ายว่า “คุณต้องตระหนักว่า ผู้คนทั้งหลายในยุคสมัยนี้ ล้วนเป็นผู้ละเมิดดูหมิ่นหลักธรรมทั้งสิ้น” จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุใด ยิ่งชาคุบุขุ ก็ยิ่งจะพบเจอกับสิ่งบูชานอกรีตเหล่านั้น

ดิฉันคิดว่า การที่ได้เปลี่ยนแปลงมาทำหน้าที่นี้ เป็นการต่อยอดมาจากการที่ได้รับใช้โงะฮนซน รับใช้งานสมาคมมากว่า 30 ปี เป็นหน้าที่เดียวที่ดิฉันต้องยึดถือปฏิบัติไปตลอดชีวิต ทั้งในชาตินี้ และชาติต่อๆ ไป

นับจากเดือนมกราคม 2561 ถึงเดือนธันวาคม 2562 ได้ผลสรุปการชาคุบุขุที่ดิฉันและเพื่อนในกลุ่มทำได้ดังนี้

สำหรับเป้าหมายการชาคุบุขุในปี 2563 คือ รับศีล 30 ราย รับพระ 5 ราย

การที่ดิฉันอยากปฏิบัติชาคุบุขุนั้น เนื่องจากปีที่มีน้ำท่วมใหญ่ ที่จากฝนพันปี ดิฉันเห็นน้ำท่วมถนนเพชรเกษมทั้งสาย ตั้งแต่บริเวณหน้าโรงพยาบาลบางไผ่ไปจนถึงเขตหนองแขม ซึ่งบ้านของดิฉันอยู่บริเวณนั้น ทุกบ้านเรือนเกิดความเสียหายอย่างหนัก แต่น่าประหลาดที่น้ำไม่ท่วมเข้าบ้านดิฉัน เพียงสูงถึงแค่ยกพื้นตรงชานบ้านชั้นล่าง คนที่มาอยู่ในบ้านดิฉันต้องพายเรือออกมา และต้องหยุดงานไปเป็นเดือน น้ำได้ท่วมมาถึงโรงพยาบาลบางไผ่และมาหยุดท่วมที่หน้าสมาคม ส่วนบริเวณที่เลยจากสมาคมไปถึงวงเวียนใหญ่น้ำท่วมสูง นอกจากนี้ สมาชิกอีกหลายครอบครัวก็ไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ ดิฉันจึงคิดว่าถ้าทุกคนสวดมนต์ พวกเขาก็จะรอดพ้นจากภัยพิบัติ แต่จะทำอย่างไรเพราะดิฉันยังไม่มีความสามารถพอที่จะชาคุบุุขุ ดิฉันเคยไปชักชวนกลุ่มเด็กวัยรุ่นแถวบริเวณท่าน้ำใต้สะพานบางไผ่ ประมาณ 7-8 คนเด็กกลุ่มนี้มาสวดมนต์อยู่ระยะหนึ่งแล้วก็ค่อยๆหายไปทีละคนจนหมด นอกจากแรงบันดาลใจดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันตั้งมั่นที่จะชาคุบุขุก็คือ การได้ฟังคำชี้นำจากพระสงฆ์ ที่เน้นหนักเรื่องนี้ กับคำขวัญของวัดใหญ่ที่ทุกปีมีแต่คำว่า ปีแห่งความสำเร็จในการชาคุบุขุ ปีแห่งการพัฒนาก้าวหน้าในการชาคุบุขุ ปีแห่งการลงมือกระทำ ฯลฯ

เมื่อดิฉันได้มีเวลาภายหลังเกษียณจากงานแล้ว ดิฉันจึงดีใจว่า นี่แหละ เวลาอันสำคัญยิ่งที่ดิฉันรอคอยมาหลายปี ได้มาถึงแล้ว เวลาที่ดิฉันจะได้ทำตัวเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็น ไดโชนินเสียที มันเป็นเวลาที่ฟ้าเปิดจริงๆ ดิฉันอยากมีสุขภาพที่ดีเลิศ เพื่อจะชาคุบุขุให้ครบร้อยคน ตามที่ตั้งใจ แต่ดิฉันอายุมากแล้ว คงต้องพยายามให้เร็วที่สุดก่อนที่จะละสังขารไปจากโลกนี้

ท้ายนี้ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่ และคุณป้าของดิฉัน อาจาย์ดร.พิภพ ตังคณะสิงห์ คุณประภาพร วนวิทย์ และคุณป้าธนิษฐา พูลสมบัติ ตลอดจนผู้อาวุโสอีกหลายท่านที่ได้ชักนำดิฉันได้มาพบกับพระธรรม “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว” ทำให้มีโอกาสได้สร้างสมบุญกุศล ขอบคุณอาจารย์ ดร.วัฒนา อิศรภักดี ที่ให้ความรู้ด้านภาษาอังกฤษแก่ดิฉัน ทำให้ดิฉันสามารถปฏิบัติงานสมาคมได้จนถึงเกษียณ และยังได้ใช้จนถึงทุกวันนี้

@Copyright 2019 Thailand Buddhist Nichiren Shosho Association