เรื่อง โงะฮนซนเมตตาชําระชะตากรรม ด้านลบเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์

ข้าพเจ้าได้ขับรถยนต์มาตั้งแต่เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยประมาณปีพศ. 2523 และใช้รถใน การออกไปทํางานมาตลอด จากนั้น จนเปลี่ยนรถไปหลายคันแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ อุบัติเหตุที่ร้ายแรงเกี่ยวกับรถยนต์ ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้มาสวดมนต์นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว และ ปฏิบัติคําสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ตามคําชี้นําของพระสงฆ์และพระสังฆราชของนิกายนิชิเร็นโชชู โดยเฉพาะคําชี้นําเกี่ยวกับ “เป้าหมายของความศรัทธา” ซึ่งเน้นชัดเจน 2 ข้อคือ 1. เพื่อการบรรลุพุทธภาวะ และ 2. เพื่อบรรลุเป้าหมายการโคเซ็นรุฟุ ข้าพเจ้าได้นําคําชี้นํานี้ไปถ่ายทอดแก่ สมาชิกทั้งใหม่ และสมาชิกเก่าที่ปฏิบัติมาหลายปีแล้ว แต่มีสภาพชีวิตที่ถอยหลังเรื่อยๆจนเกิดความ สงสัยในหลักธรรมแท้ ซึ่งก็ได้ผลมาก สมาชิกมีชีวิตที่ดีขึ้น และเกิดความศรัทธามากขึ้น

ซึ่งข้าพเจ้าได้ชี้แจงให้สมาชิกที่มีปัญหาว่า การปฏิบัติหลักธรรมแท้นี้ เป็นการชําระอายตนะ ทั้ง 6 ในตัวเราให้เกิดความบริสุทธิ์ ซึ่งก็คือถ้าอายตนะของเราบริสุทธิ์แล้ว นั่นหมายถึงเราได้บรรลุ พุทธะภาวะ แต่ในชีวิตของคนเรา ซึ่งมี 3 ชาตินั้น มิได้มีแต่การสร้างเหตุดี หรือสร้างกุศลเท่านั้น เรายังมีการสร้างเหตุชั่ว หรือชะตากรรมด้านลบด้วยในทุกๆคน ซึ่งต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อพวกเรา ได้มีโอกาสมาสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว พวกเราจะคาดหวังส่วนใหญ่ว่า ชีวิตจะต้องดีขึ้น ดีขึ้น และ ด้วยเหตุผลของการสร้างเหตุของเราใน 3 ชาตินั้น เมื่อพวกเราปฏิบัติหลักธรรมแท้อย่างต่อเนื่อง หลายปีเข้า เราจะพบว่า เราได้รับผลบุญชัดเจนในช่วงต้น และได้พบว่าเราได้ชําระชะตากรรมด้านลบ จากเหตุที่ไม่ดีที่เราได้ทําไว้ในอดีตออกมาด้วยในทุกคน

ซึ่งเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้ให้กําลังใจกับสมาชิกไปหลายคน ทําให้เขามีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติต่อเนื่องไป ครั้งนี้เป็นการชําระกรรมด้านลบของข้าพเจ้าเองเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งรุนแรงพอสมควร นั่นคือเมื่อวันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2563 เวลาประมาณ 21 นาฬิกาเศษ ขณะที่ข้าพเจ้ากําลังขับรถยนต์ไปส่งลูกสาว ซึ่งขณะช่วงขากลับบ้านของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขับอยู่เลนกลางในช่องทางด่วนของถนนพระราม 2 ใกล้กับโรงพยาบาลนครธน ขณะนั้นเอง มีรถกระบะที่มีหลังคาวิ่งแซงขึ้นมาทาง เลนขวาของข้าพเจ้า แล้วหักรถพุ่งเข้ามาชนรถเก๋งของข้าพเจ้าช่วงหน้าอย่างรุนแรง ขณะนั้น ข้าพเจ้ามีสติรู้ตัวดี รถถูกชนจนหมุนตัวไปทางซ้ายอย่างรวดเร็ว มักตกใจส่วนผมตะโกนออกมาว่า นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว แล้วหักรถกลับไปทางขวา ปรากฎว่ารถของข้าพเจ้าวิ่งไปหยุดอยู่ทางขวา โดยชนเข้ากับแบริเออร์ข้างขวา ถุงลมถูกดันออกมาทั้ง 2 ด้าน และแตกเป็นฝุ่นด้วย ส่วนกระบะเมื่อ เขาหักซ้ายมาชนรถของข้าพเจ้าแล้วก็วิ่งด้วยความเร็วต่อไปชนแบริเออร์ทางซ้ายอย่างแรงจน หลังคาของรถกระบะหลุดลอยไปสู่เลนคู่ขนาน

จากนั้นรู้ตัวอีกทีก็มานอนอยู่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลพระราม 2 ซึ่งหน่วยกู้ชีพนําส่งมา ซึ่ง ขณะนั้นรู้สึกเจ็บปวดตามแขน ตามตัวเล็กน้อย ทางโรงพยาบาลได้เอ็กซเรย์สมอง ตามตัว ตามโครง กระดูก แล้วบอกว่าข้าพเจ้าไม่เป็นอะไร เนื่องจากที่นี่ข้าพเจ้าไม่สามารถพักผ่อนนอนหลับได้ เนื่องจากคนไข้รายอื่นในห้องเดียวกันส่งเสียงดังตลอดคืน ข้าพเจ้าจึงขอย้ายไปนอนพักที่โรงพยาบาลนครธน ทั้ง 2 คนในวันต่อมา

เมื่อมาอยู่โรงพยาบาลนครธน เขาให้เอ็กซเรย์และตรวจทุกส่วนใหม่อีกรอบหนึ่ง แล้วจึงให้ ไปนอนพักห้องพิเศษ ผลการตรวจโดยมีหมอมาดูแลและพูดคุยที่ห้องรวมแล้ว 6 คน ซึ่งเชี่ยวชาญ ในแต่ละด้าน เช่น สมอง กล้ามเนื้อและประสาท ปอด กระดูกและเส้นเอ็น เป็นต้น ซึ่งหมอทุกคนก็มาตรวจทุกวัน คุยติดตามผล พอครบ 3 วัน หมอทุกคนก็อนุมัติให้กลับบ้านได้ เพราะไม่มีส่วนสําคัญใดๆ ของร่างกายผิดปกติ

ข้าพเจ้าและมักก็กลับบ้านมาทานยาแก้วิงเวียนและแก้ปวด และสามารถใช้ชีวิตโดยกลับมา ขับรถได้ตามปกติอีกครั้ง ได้สวดโชไดมากขึ้นอีก ข้าพเจ้าเข้าใจความเมตตาของโงะฮนซน ที่ช่วย ชําระกรรมด้านลบของข้าพเจ้า แต่นั่นชะตากรรมด้านลบยังไม่หมด โงะฮนซนได้ให้โอกาสข้าพเจ้าใช้ชีวิตตามปกติและ ปฏิบัติศรัทธาต่อมาอีกประมาณ 2 เดือน ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกหนักที่ หน้าผาก และรู้สึกขาขวามีกําลังลดลงจึงเริ่มหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร จนมีวันหนึ่งได้ไปสวดมนต์ โชไดที่สมาคม และนั่งรถไฟฟ้าไปเยาวราชซื้อของ ตอนนั้นช่วงประมาณวันที่ 8 กุมภาพันธ์ขณะที่ เดินในตลาดรู้สึกขาและแขนเริ่มอ่อนแรงลงไปอีก แต่เป็นช่วงๆ เมื่อซื้อของเสร็จจึงรีบกลับสมาคมที่ ผมจอดรถไว้ ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก ผมยังคงสามารถขับรถกลับบ้านได้ด้วยความปลอดภัยตามปกติ

จากนั้นลูกของข้าพเจ้าเริ่มพาข้าพเจ้าไปตรวจหาสาเหตุเพื่อรักษา ซึ่งครั้งแรกลูกสะใภ้คนที่สองแนะนําให้ไปศิริราช ซึ่งหมอที่นั่นรักษาดี ตอนพาไปครั้งแรก คนที่มาสอบถามอาการก็บอกว่า คุณลุงไม่เป็นอะไร ให้กลับบ้านไปก่อน เขานัดวันอังคาร เขายังไม่พบสาเหตุ เมื่อกลับมาที่บ้าน ลูกสาวเห็นว่าจะต้องรีบหาสาเหตุเพราะคุยกับเพื่อนแล้ว จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลนครธนให้หมอที่นั่นวิเคราะห์อย่างละเอียด หมอก็จับทํา MRI สมองแล้วดูฟิล์ม เรียกเราและลูกเข้าไปดู อธิบายให้ฟัง พอเห็นฟิล์มและหมออธิบายเราก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ต้องรีบรักษาโดยเร็ว เพราะคุณหมอบอกว่ามีเลือด จํานวนหนึ่งพอสมควรอยู่ในสมอง กําลังเบียดเนื้อสมองให้มีพื้นที่เล็กลง

ดังนั้นในวันเดียวกันคือวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ลูกชายคนที่ 2 และลูกสะใภ้อาสาจะพาไปที่รพ.ศิริราชอีกครั้งหนึ่ง (ตัวข้าพเจ้ามีบัตรทองอยู่ที่รพ.ศิริราชด้วย) โดยเอาผลการตรวจและฟิล์มจากโรงพยาบาลนครธนไปด้วย เมื่อไปถึงยื่นเรื่องรอพบหมอฉุกเฉิน จนเวลาประมาณ 3 ทุ่ม มีหมอหนุ่ม 2 คนออกมาคุยด้วย แล้วเดินกลับเข้าไปอีกคราวนี้หมอหนุ่มทั้ง 2 คนมาพร้อมกับหมออีกคนที่เป็นผู้ใหญ่หน่อย ซักถามและดูฟิล์มแล้วเขาบอกผมว่าเข้าจะอาสาเป็นผู้ผ่าตัด เอาเลือดที่ค้างในสมองออกให้เอง ภายในคืนนี้ประมาณตี 2 ของคืนนั้น

ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนรุ่งเข้าของวันจันทร์ที่ 15 และรู้สึกดีจนเหมือนปกติ หมอให้นอนอยู่ที่เตียงอย่างน้อย 3 วัน 3 คืน เพื่อนําเอาเลือดที่ค้างออกตามธรรมชาติ หมอมีความเมตตาเข้ามาดูทุกวัน และบอกกับข้าพเจ้าว่าหมอได้เจาะรูเล็กๆ 2 รูเพื่อเอาน้ำเลือดที่ค้างออก วันที่ 2 ก็ให้ทาน ข้าวได้เอง แผลที่ศีรษะก็ไม่ค่อยปวด พยาบาลและผู้ช่วยบุรุษพยาบาลก็สุภาพ พูดดี ช่วยเหลือได้อย่างเป็นมิตร รู้สึกขอบคุณโงะฮนซนอย่างสูง ในการที่ช่วยชําระชะตากรรมด้านลบที่ตกค้างอยู่นี้ให้หมดไป ได้พบกับคนดี สิ่งแวดล้อมดี ระหว่างที่อยู่แผนกประสาทศัลยศาสตร์ของตึก 72 ปี ชั้น 4 นี้ ข้าพเจ้า ได้ชะคูบุขุพยาบาล และผู้ช่วยบุรุษพยาบาลไป 3 คน

เมื่อถึงวันที่ 4 คือวันที่ 18 กุมภาพันธ์ หมอบอกว่าลุงแข็งแรงมาก ร่างกายปกติไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว เอายาไปกินและนัดมาตรวจอีกครั้งวันที่ 4 มีนาคมนี้ ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าหายดีเป็นปกติดีครับ ข้าพเจ้ามาชีวิตของข้าพเจ้ามีความสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายของความศรัทธา และยึดคําสอนที่ว่า ฤดูหนาว ย่อมเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน

@Copyright 2019 Thailand Buddhist Nichiren Shosho Association