คำศัพท์ศาสนาพุทธขั้นพื้นฐาน

กรรม (Karma)

วารสารเมียวเคียว ตุลาคม 2014 (หน้า 72-75)

 

“กรรม” (karma) คือการแปลมาจากคำ “กัมมัง” (karman) ในภาษาสันสกฤต  หมายถึงการกระทำทั้งหมดบนฐานความคิด คำพูด และการกระทำ กรรมคือเหตุของทั้งผลด้านบวกและลบในชีวิต

กรรมมี 2 ประเภท ประเภทแรก คือ ชุกุโก คือกรรมจากเหตุซึ่งสะสมในอดีตชาติ และอีกประเภทหนึ่งคือ เก็นโก ซึ่งคือกรรมซึ่งสะสมในชาตินี้ กรรมมีทั้งการกระทำดีและการกระทำชั่ว

ดังนั้น ผู้คนสะสมกรรมมาจากทั้งเหตุดีและชั่วจากอดีตชาติ เนื่องมาจากเหตุและผล พวกเขาจึงได้รับผลจากกรรมของพวกเขาเอง การกระทำดีนำไปสู่รางวัลดี และเหตุด้านลบนำไปสู่ความทุกข์

กรรมซึ่งสะสมมาจากอดีตชาติ (ชุกุโก)

กรรมคือสาเหตุแห่งความแตกต่างระหว่างมวลมนุษย์ในตอนเกิด

พวกเราทุกคนมีความแตกต่างในด้านความสามารถ ลักษณะภายนอก สถานที่เกิด ภูมิหลังในครอบครัวของพวกเรา และอื่นๆ อะไรคือสาเหตุของความแตกต่างเหล่านี้? ในศาสนาพุทธ มวลมนุษย์เกิดมาในภูมิชีวิตใดนั้นขึ้นอยู่กับกรรมจากอดีตชาติของพวกเขา

พระนิชิเร็น ไดโชนิน กล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายจากซาโดะ” ดังต่อไปนี้:

“ทั้งความดำของกาและความขาวของนกกระสาเป็นรอยมลทินลึกแห่งกรรมในอดีตของพวกมันอย่างแท้จริง” (ชินเพ็น หน้า 581)

พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนว่าเหตุผลที่ทำไมกาจึงมีสีดำและนกกระสามีสีขาวก็เนื่องมาจากกรรมจากอดีตชาติของพวกมัน ในทำนองเดียวกัน พวกเรามีความแตกต่างมาตั้งแต่เวลาซึ่งพวกเราเกิด เนื่อง จากพวกเราทุกคนมีกรรมต่างกัน

บางคนไม่พอใจกับรูปร่างหรือสถานการณ์ในชีวิตของพวกเขาเองและบ่นว่าพวกเขาเกิดในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นเนื่องมาจากพ่อแม่ของพวกเขา อย่างไรก็ตาม นี่คือความเห็นผิด (มิจฉาทิฐิ)  ตามกฎของเหตุและผล สภาพแวดล้อมในชีวิตของพวกเราเองคือผลของกรรมที่พวกเราเองสร้างไว้ คนอื่นไม่สามารถมอบสภาพแวดล้อมนั้นแก่พวกเรา กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนๆหนึ่งนั้นในความเป็นจริงแล้วมันเกิดจากคนๆนั้นเอง

หากเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว พวกเราสามารถยอมรับสภาพแวดล้อมของตนเองและคิดในด้านบวกเกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำในอนาคต

เวลาเมื่อพวกเราได้รับผลกรรม

ผลกรรม (วิบาก) สามารถปรากฏ ณ ช่วงเวลาที่ต่างกัน เวลาเมื่อพวกเราจะได้รับผลของกรรมที่พวกเราสร้างในชาตินี้มี 3 ประเภท

  1. การรับวิบากในชาตินี้จากกรรมที่ถูกสร้างในชาตินี้
  2. การรับวิบากในชาติหน้าจากกรรมที่ถูกสร้างในชาตินี้
  3. การรับวิบากในชาติถัดจากชาติหน้าของพวกเรา จากกรรมที่ถูกสร้างในชาตินี้

พวกเราเวียนว่ายในวัฏจักรแห่งการเกิดและความตาย และสะสมกรรมด้วยเหตุต่างๆของพวกเรา  ดังนั้น พวกเราได้รับผลของกรรมนี้ในชาตินี้หรือชาติหน้า

นิยตกรรมและอนิยตกรรม

พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยการยืดอายุขัย” ดังต่อไปนี้:

“กรรมก็เช่นกันสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท: เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (นิยต) และเปลี่ยนแปลงได้(อนิยต)” (ชินเพ็น หน้า 760; MW 1 หน้า 229)

พวกเรามีทั้งนิยตกรรมและอนิยตกรรม นิยตกรรมถือว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้และผลกรรม ทั้งบวกและลบถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่าง บุคคลหนึ่งที่เกิดมาตาบอดในชาตินี้มีนิยตกรรมเฉพาะนี้

ในทางตรงข้าม อนิยตกรรม: เปลี่ยนแปลงได้และผลยังไม่ถูกกำหนด ยกตัวอย่าง ความเจ็บป่วยปานกลางที่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีรักษาถูกต้องคืออนิยตกรรม ทุกคนได้รับอิทธิพลจากนิยตกรรมและอนิยตกรรมของพวกเขาเอง มีคนมากมายที่ไม่สามารถเอาชนะได้แม้แต่ผลของอนิยตกรรม และพวกเขาทนทุกข์จากมัน นับประสาอะไรกับนิยตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

มนุษย์ปุถุชนในสมัยปัจฉิมธรรมมีกรรมด้านลบลึกซึ้ง

พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าว:

“ผู้ดูหมิ่นศาสนาพุทธที่เป็นอิกฉันติก* ยังคงถูกนิรยบาลกักตัวอยู่ที่นั่น[นรก] พวกเขาแพร่พันธุ์ จนกระทั่งพวกเขาเป็นคนญี่ปุ่นในทุกวันนี้” (ชินเพ็น หน้า 581; MW 1 หน้า 34)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สมัยปัจฉิมธรรมคือสมัยที่สิ่งที่มีความรู้สึกที่ดูหมิ่นธรรมะของศาสนาพุทธแท้และสะสมกรรมด้านลบมาเกิด ทุกคนที่เกิดในสมัยปัจฉิมธรรมต้องรับความทุกข์มหันต์ในชาติ—

กุศลผลบุญยิ่งใหญ่ของธรรมมหัศจรรย์ (เมียวโฮ) สามารถเปลี่ยนนิยตกรรม

พวกเราสามารถชดใช้กรรมด้านลบของพวกเราจากการดูหมิ่นธรรมะและหลีกเลี่ยงความทุกข์ได้อย่างไร?  พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “การบรรลุการรู้แจ้ง ณ ขั้นแรกของความศรัทธาด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร” ดังต่อไปนี้:

“…เหมือนคนที่สะดุดและล้มลงบนพื้นดิน แต่สามารถใช้พื้นดินนั้นยันตัวพวกเขาเองให้ขึ้นมายืนอีกครั้งหนึ่ง” (ชินเพ็น หน้า 1316; MW 6 หน้า 175) 

นอกจากนี้ ท่านกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยนิยตและอนิยตกรรม”(คะเอ็นโจโง-โกโช):

“การสำนึกผิดอย่างจริงใจจะสามารถขจัดได้แม้แต่กรรมที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (นิยตกรรม)  นับประสาอะไรกับกรรมที่เปลี่ยนแปลงได้ (อนิยตกรรม)” (ชินเพ็น หน้า 760)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความศรัทธาและการปฏิบัติธรรมะแท้สามารถขจัดกรรมด้านลบที่หนัก ผู้ที่สำนึกผิดอย่างแท้จริงต่อการกระทำชั่วของพวกเขาในอดีตต่อหน้าโกฮนซนและมีความศรัทธาต่อโกฮนซนไม่เพียงจะสามารถขจัดอนิยตกรรมเท่านั้น แม้แต่นิยตกรรมก็สามารถขจัดได้ด้วยพลังยิ่งใหญ่ของโกฮนซน

พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนในบทธรรมนิพนธ์ “การเบิกเนตรพระพุทธรูปซึ่งชิโจ คิงโงะถวาย”:

“เกี่ยวกับวลี “ได้การมองเห็น 5 ชนิด” ในพระสูตรนี้ วลีนี้หมายถึงตามนุษย์ปุถุชน ตาเทว ตาปัญญา ตาธรรมะ และตาพระพุทธะ  คนที่ยึดมั่นสัทธรรมปุณฑริกสูตรได้มาซึ่งการมองเห็น 5 ชนิดนี้อย่างเป็นธรรมชาติ” (ชินเพ็น หน้า 992; MW 6 หน้า 159)  

คนที่เกิดมาตาบอดสามารถได้รับตาของจิตใจ ซึ่งคือตาเทว ตาปัญญา ตาธรรมะ และตาพระพุทธะ-ซึ่งเหนือกว่าตาเนื้อ-ที่เป็นกุศลผลบุญของการมีความศรัทธาต่อโกฮนซน บทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้อธิบายว่าคนๆหนึ่งสามารถได้รับความสามารถในการมองทุกสิ่งอย่างถูกต้อง

ดังนั้น ผู้คนในสมัยปัจฉิมธรรมที่มีกรรมหนัก สามารถได้รับกุศลผลบุญยิ่งใหญ่แห่งการขจัดแม้แต่นิยตกรรมด้วยการสำนึกผิดในการดูหมิ่นธรรมะในอดีตต่อหน้าโกฮนซน (ซึ่งคือตัวตนจริงแห่งชีวิตที่รู้แจ้งของพระพุทธะแท้) และสวดไดโมขุ

พวกเราทุกคนต้องรับวิบากจากกรรมของพวกเราเอง อย่างไรก็ตาม คนที่มีความศรัทธาต่อศาสนาพุทธแท้ของพระนิชิเร็น ไดโชนินและพยายามในการปฏิบัติของพวกเขาสามารถเปลี่ยนกรรมของพวกเขาแน่นอนและบรรลุสภาพการรู้แจ้งที่สงบ ขอให้พวกเราอุทิศตัวพวกเราเองต่อการปฏิบัติในแต่ละวันและทำชะคุบุขุ เพื่อที่พวกเราสามารถแบ่งปันกุศลผลบุญยิ่งใหญ่นี้แก่คนอื่น

            วารสารนิชิเร็น โชชูรายเดือน, มกราคม 2016 หน้า 17-19

 

ข้อความอธิบายเพิ่มเติม

* อิกฉันติก: บุคคลที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะศรัทธาธรรมะถูกต้องและไม่มีความต้องการบรรลุการรู้แจ้ง

ปัจจุบันและในชาติหน้าที่เป็นผลกรรมจากการดูหมิ่นธรรมะ

 

การมองเห็น(ตา) 5 ชนิด: การรับรู้ 5 ชนิดเพื่อเห็นระดับของความจริงที่ต่างกันอย่างกระจ่าง ได้แก่ 1) ตามนุษย์ ซึ่งคือสายตามนุษย์ธรรมดา 2) ตาเทว ซึ่งคือการรับรู้ของเทวที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆโดยไม่คำนึง ถึงเวลาของวันหรือระยะทาง 3) ตาปัญญา ซึ่งคือความสามารถของผู้ที่อยู่ในภูมิศึกษาและสมาธิเพื่อเข้าใจศูนยตาของปรากฏการณ์ทั้งหมด 4) ตาธรรมะ ซึ่งคือการรับรู้ของพระโพธิสัตว์ถึงวิธีช่วยผู้คนด้วยธรรมะในศาสนาพุทธ และ 5) ตาพระพุทธะ ซึ่งเข้าใจปรากฏการณ์ทั้งหมดตลอด 3 ชาติและ 10 ทิศ ซึ่งมีอยู่ภายในการมองเห็นอื่นทั้งหมด 4 ชนิด

 

กษมา (kshama สันสกฤต หรือ ซังเงะ): โดยทั่วไปหมายถึงยอมรับความผิดพลาด ข้อบกพร่องหรือพฤติกรรมชั่วในอดีตของตนและพยายามแก้ไข ปรากฏบ่อยในหลายพระสูตร